Category Archives: กีฬา

แสงสว่างในเงามืด

    แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมที่เคยครองความยิ่งใหญ่ในพรีเมียร์ลีกมาอย่างยาวนานในยุคที่มีเซอร์อเล็ก เฟอร์กูสัน บรมกุนซือชาวสก็อตแลนด์อยู่ แต่ในฤดูกาลนี้พวกเขากำลังประสบกับความลำบากอย่างหนัก ทั้งเรื่องของปัญหาภายในที่มีข่าวเล็ดลอดออกมาอยู่ตลอดเวลาว่ามีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกันภายในสโมสร โดยมีเอ้ด วู๊ดเวิร์ด รองประธานฝ่ายบริหารสโมสร กับโชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือชาวโปรตุกีสที่มีข่าวลือออกมาทุกวันว่ามีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกัน รวมถึงผลงานในสนามของทีมด้วย ที่ฤดูกาลนี้เริ่มมาได้เพียง 3 นัดเท่านั้น แต่ทีมรองแชมป์เก่ากับแพ้ไปแล้วถึง 2 นัดด้วยกัน ทำให้ทีมกำลังได้รับความกดดันอย่างหนักจากทั้งแฟนบอล และทั้งสื่อต่างๆ ที่จะพยายามหาข่าวเข้ามาเล่นในหน้าหนังสือพิมพ์ในทุกวัน ซึ่งดูเหมือนว่าจะมีแต่ความมืดมนปกคลุมอยู่ทั่วสนามโอลด์ แทรฟฟอร์ดเลยก็ว่าได้

แต่ภายใต้เงามืดนั้น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดก็เหมือนพอจะยังมีแสงสว่างที่ส่องประกายออกมาบ้างในฤดูกาลนี้ นั่นคือการกลับมาคืนฟอร์มอีกครั้งของลุค ชอว์ แบ็คซ้ายดาวรุ่งของทีมนั่นเอง ที่หลังจากก่อนหน้านี้เขาต้องได้รับบาดเจ็บอยู่บ่อยครั้ง จนไม่ได้โอกาสลงสนามอย่างต่อเนื่องในยุคของโชเซ่ มูรินโญ่ รวมถึงยังถูกแอชลี่ย์ ยัง ดาวเตะตัวเก๋าแย่งตำแหน่งตัวจริงไปด้วย ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ตำแหน่งถนัดของเขาด้วยซ้ำ แต่โชเซ่ มูรินโญ่มองว่าอดีตดาวเตะของแอสตัน วิลล่าเล่นได้ตามแท็คติคของเขามากกว่า ทำให้ดาวเตะวัย 23 ปีที่หายเจ็บกลับมาได้ระยะหนึ่งแล้วต้องตกเป็นตัวสำรองแทบตลอดเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ทำให้ฟอร์มการเล่นของเขาไม่ต่อเนื่อง

แต่ในช่วงพรีซีซั่นที่ผ่านมาเป็นโอกาสอันดีของลุค ชอว์ที่จะได้โอกาสในการลงสนามอย่างเต็มที่ เนื่องจากแอชลี่ย์ ยังนั้นนติดทีมชาติอังกฤษไปทำศึกฟุตบอลโลกพอดี ซึ่งกว่าดาวเตะวัย 33 ปีจะกลับมาช่วยทีมก็ต้องในช่วงเดือนสิงหาคมเลยทีเดียว ทำให้อดีตดาวเตะของเซาต์แธมตันได้โอกาสในการลงสนามมาโดยตลอด และสามารถเรียกฟอร์มเดิมๆ กลับมาได้อีกครั้งแล้ว ถึงแม้ว่า 3 นัดแรกของฤดูกาล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดจะผลงานทีมโดยรวมไม่ดีก็ตาม แต่ว่าฟอร์มของลุค ชอว์นั้นโดดเด่นกระแทกตามากๆ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งดีๆ แง่บวกเพียงอย่างเดียวด้วยซ้ำของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในตอนนี้ ซึ่งต้องมาลุ้นกันว่าเขาจะรักษาสภาพร่างกายให้ฟิตสมบูรณ์ไปตลอดฤดูกาลนี้หรือไม่ เพราะฝีเท้าของเขาได้รับการยกย่องว่าเป็นแบ็คซ้ายที่ยอดเยี่ยมอยู่แล้วก่อนที่จะบาดเจ็บหนักเมื่อ 2 ปีที่แล้ว

รายได้ของเสื้อฟุตบอล 1 ตัว

    วงการฟุตบอลในยุคนี้เป็นที่ทราบกันดีว่าเริ่มจะมีโลกธุรกิจเข้ามาครอบงำมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก ณ เวลานี้ โดยได้รับความสนใจจากทุกหมู่เหล่า ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง หรือจะเพศทางเลือกต่างๆ ก็ตาม และไม่ว่าจะเป็นรุ่นอายุไหนต่างก็ชอบฟุตบอลได้ทั้งนั้น ทำให้ธรุกิจในวงการฟุตบอลนั้นเติมโตอย่างรวดเร็ว ทำให้สโมสรต่างๆ ต้องปรับตัวให้ทันกับโลกในยุคนี้ด้วย โดยตอนนี้ทีมในพรีเมียร์ลีก หรือทีมยักษ์ใหญ่ของยุโรปสามารถทำรายได้จากการผลิดเสื้อแข่ง 1 ตัวได้ถึงเกือบ 100 ล้านปอนด์ต่อ 1 ฤดูกาลแล้วในยุคนี้ ซึ่งต่างจากสมัยก่อนมากที่สโมสรจะได้อย่างมากก็กับบรรดาผู้ผลิดอุปกรณ์กีฬาที่จะรับเป็นผู้ผลิตเสื้อของสโมสรต่างๆ เช่นไนกี้ อดิดาส อัมโบร พูม่า หรือว่าแบรนด์ใหม่อย่างนิว บาลานซ์เป็นต้น และยุคต่อมาก็คือสปอนเซอร์คาดหน้าอกที่จะมีมูลค่ามากที่สุดในตอนนั้นนั่นเอง ซึ่งมียุคที่สโมสรทำเงินได้มากที่สุดจากการขายสปอนเซอร์คาดหน้าอกนี้ด้วย ในช่วงต้นทศวรรษที่ 20 นี่เอง

แต่ในยุคปัจจุบันนั้นไม่ได้มีแค่นั้นอีกแล้ว เมื่อช่วง 1-2 ฤดูกาลมานี้ได้มีการขายสปอนเซอร์ให้กับสินค้าต่างๆ มาติดบนแขนเสื้ออีกฝั่งหนึ่งด้วย โดยฝั่งหนึ่งของลีกส่วนใหญ่จะต้องมีการติดโลโก้ของลีกตรงแขนเสื้อฝั่งซ้าย แต่ด้านขวานั้นจะว่าง ทำให้สโมสรยักษ์ใหญ่นั้นเห็นลู่ทางในการนำเงินเข้าสโมสร อย่างเช่นในฤดูกาลนี้ที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดก็มี Kohler บริษัทผลิตสุขภันฑ์ยักษ์ใหญ่ของเยอรมันเข้ามาสนับสนุน ซึ่งทำให้ทีม “ปีศาจแดง” ได้รายได้มาถึงปีละ 10 ล้านปอนด์เลยทีเดียว ซึ่งหากรวมกับรายได้ของสปอนเซอร์อื่นๆ บนเสื้อแล้ว จะทำให้ทีมมีรายได้เกิน 100 ล้านปอนด์ต่อปีอย่างแน่นอน ยกตัวอย่างต่อจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่พวกเขามี Adidas บริษัทกีฬายักษ์ใหญ่ของเยอรมันเป็นผู้สนับสนุนในการผลิตเสื้อแข่ง ที่ต้องจ่ายค่าสปอนเซอร์ให้ถึง 75 ล้านปอนด์ต่อปีเลยทีเดียว แค่เพียง 2 จุดนี้ก็ทำให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้กำไรไปแล้วถึง 85 ล้านปอนด์ต่อปี ซึ่งนี่ยังไม่รวมสปอนเซอร์คาดหน้าอกของพวกเขาด้วยซ้ำ ซึ่งได้ไม่ต่ำกว่า 20 ล้านปอนด์อย่างแน่นอน ซึ่งทีมอื่นๆ อาจจะลดรายได้ลงมาตามขนาดของทีม หรือมูลค่าทางการตลาดของทีม้วย แต่ก็ไม่น่าจะแตกต่างกันมากนักสำหรับทีมระดับบิ๊ก 6 ในพรีเมียร์ลีก หรือว่าจะเป็นทีมชั้นนำของลีกอื่นๆ ในยุโรปก็ตาม ซึ่งถือว่าชุดแข่งขันถือว่าเป็นรายได้หลักของสโมสรฟุตบอลในยุคนี้เลยก็ว่าได้

ส่วนที่ขาด หรือส่วนเกิน

   เกิดคำถามขึ้นมากมายในช่วงก่อนเกมที่อาร์เซน่อลจะทำศึกลอนดอน ดาร์บี้ แมตช์ที่จะเล่นที่เอมิเรต สเตเดี้ยมพบกับเวสต์แฮม ยูไนเต็ด ซึ่งก่อนเกมวันนั้นมีข่าวเล็ดลอดออกมาว่าทีม “ปืนใหญ่” ของอูไน อเมรี่ กุนซือคนใหม่ของทีมชาวสเปนจะไม่มีเมซุต โอซิล ยอดเพลย์เมคเกอร์ และจอมสร้างสรรค์โอกาสของทีม ซึ่งมีข่าวออกมาว่ามีอาการป่วยเล็กน้อย และไม่มีชื่ออยู่ในทีมที่จะต้องเตะกับเวสต์แฮมในวันนั้น ซึ่งกอ่หนหน้านี้ในช่วงที่อาร์เซน่อลแพ้ให้กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้นเกมแรก และเกมที่ 2 ที่พ่ายให้กับเชลซี 2-3 ดาวเตะตาปรือวัย 29 ปีก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในเรื่องของความขี้เกียจตามเดิม รวมถึงเรื่องของฟอร์มการเล่นด้วย ที่แทบจะหาดีไม่ได้เลยในช่วง 2 เกมแรก ซึ่งภายหลังมีข่าวกอสซิปออกมาด้วยว่าโอซิลไปมีปัญหากับอูไน อเมรี่ กุนซือวัย 46 ปีของทีมด้วย เนื่องจากไม่พอใจที่บทบาทในทีมของเขานั้นน้อยเกินไป ซึ่งก็ถือว่าเป็นเพียงแค่ข่าวลือเท่านั้น ไม่ได้มีคำพูดออกจากปากของนักเตะแต่อย่างใด ซึ่งอันที่จริงแล้วก่อนที่อูไน อเมรี่จะเข้ามาคุมทีมอาร์เซน่อล เขาเคยได้ให้สัมภาษณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่าเมซุต โอซิลเป็นนักเตะกุนซือวัย 46 ปีอยากร่วมงานมากที่สุดด้วย แต่ข่าวลือที่ออกมากลับสวนทางกันอย่างเห็นได้ชัด

หลังจากที่จะไม่สามารถใช้งานเมซุต โอซิลได้แล้ว ทำให้อูไน อเมรี่ต้องเปลี่ยนแผนการเล่นใหม่ในนัดที่พบกับเวสต์แฮม ยูไนเต็ดทันที โดยการขยับอารอน แรมซี่ย์ขึ้นไปเล่นเป็นมิดฟิลด์ตัวรุกแทน และให้คู่กองกลางอย่างมาเตโอ เก็นดูซี่ และกรานี ชาก้า ทำหน้าที่ตัดเกมไป ส่วนแนวรุกก็ปล่ยอให้แรมซี่ย์เล่นร่วมกับอเล็ก อิโวบี้ และเฮนริค มคิทาร์ยาน ซึ่งถึงแม้ว่าเกมรับจะดูยังมีปัญหาอยู่บ้าง แต่เรื่องของเกมรุกนั้นดูไหลลื่นดีทีเดียว เนื่องจากนักเตะเล่นเกมรุกในสปีดที่เร็วกันหมด ซึ่งจะต่างจากสไตล์ของเมซุต โอซิลอย่างแน่นอน ซึ่งการขาดโอซิลในนัดนี้ไปถือว่าเป็นจุดที่เอามาเปรียบเทียบได้อย่างชัดเจนว่าในระบบการเล่นของอูไน อเมรี่ ที่ไม่มีเมซุต โอซิลเป็นศูนย์กลางในแนวรุกนั้นเป็นอย่างไร และตอนที่มีอดีตดาวเตะทีมชาติเยอรมันแล้วฟอร์มของทีมเป็นอย่างไร ซึ่งสุดท้ายคำถามที่แฟนอาร์เซน่อลสงสัยก็คือเมซุต โอซิลนั้นเป็นส่วนเกินของทีม และระบบการเล่นของอาร์เซน่อล หรือส่วนที่ขาดหายไปของอูไน อเมรี่ในฤดูกาลนี้

ความไม่นิ่งของ “ค้างคาว”

    ทั้งๆ ที่เริ่มต้นฤดูกาลได้อย่างยอดเยี่ยมทีเดียวสำหรับบาเลนเซีย ที่นัดแรกของฤดูกาลพวกเขาเปิดรังเมสตาญ่าตามตีเสมอแอตเลติโก มาดริด ทีมฟอร์มแรงและถูกมองว่าจะได้แย่งแชมป์กับบาร์เซโลน่า และเรอัล มาดริดในฤดูกาลนี้ได้ด้วย 1-1 โดยเป็นการเสมอแบบที่มีโอกาสที่จะเป็นผู้ชนะเสียด้วยซ้ำ แต่ว่าพอเกมถัดมาพวกเขาต้องมาเยือนแคว้นกาตาลุนญ่า เพื่อพบกับเอสปันญ่อล ที่นัดแรกพวกเขาก็บุกไปเสมอกับเซลต้า บีโก้มาได้อย่างสนุก 1-1 แต่ว่านัดนี้ “ค้างคาวไฟ” ก็กลับมาเข้าฟอร์มเดิม คือบุกไปแพ้ให้กับทีม “ตรานกแก้ว” อย่างง่ายดาย 0-2 โดยมาโดนรัวยิงในช่วงครึ่งเวลาหลังภายในระยะเวลาห่างกันเพียง 6 นาทีเท่านั้นพวกเขาเสียถึง 2 ประตูเลยทีเดียว จากฟรีคิกของเอสเตบัน กราเนโร่ อดีตนักเตะของเรอัล มาดริดที่สังหารฟรีคิกชนคาน และบอลผ่านเส้นประตูไปแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นประตูประวัติศาสตร์ด้วย เนื่องจากเป็นประตูแรกในศึกลา ลีก้าสเปนที่ได้ใช้ระบบ VAR ในการตัดสินประตูนี้ เนื่องจากลา ลีก้านั้นเอาระบบ VAR มาใช้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น และไม่ได้นำระบบ Goal line มาใช้ด้วย ซึ่งต้องใช้เวลาซักพักทีเดียวกว่าผู้ตัดสินจะเป่าให้เป็นประตูของเจ้าถิ่นในนาทีที่ 62 และในนาทีที่ 68 บาเลนเซียก็มาโดนเกมสวนกลับของเอสปันญ่อลเล่นงานอีกครั้ง และคราวนี้เป็นบอร์ฆ่า อิเกลเซียส ที่ตามมาเก็บตกยิงประตูเข้าไป ทำให้สกอร์ห่างเป็น 2-0 ทันที

หลังจากนั้นบาเลนเซียเกือบจะต้องเสียประตูที่ 3 อีกหลายครั้งทีเดียว ก่อนที่เกมของพวกเขาจะเริ่มมาดีขึ้นในช่วง 10 นาทีสุดท้าย ตอนที่มาร์เซลิโน่ การ์เซีย โตรัล กุนซือหนุ่มของทีมส่งมิชี่ บาตชัวญี่ กองหน้าทีมชาติเบลเยี่ยมลงสนามมา ทำให้เกมรุกของทีมมีความดุดันมากขึ้น และเกือบจะหาโอกาสจบสกอร์ได้หลายครั้ง แต่ว่าจังหวะสุดท้ายพวกเขากลับไม่นิ่งพอ ทำให้โอกาสในการทำประตูหลุดลอยไปตลอด ทั้งๆ ที่พวกเขามีแนวรุกที่ยอดเยี่ยมในเรื่องของชื่อชั้นทีเดียว ทั้งโรดริโก้ โมเรโน่ ซานติ มิน่า เกวิน กาเมโร่ และเดนิส เชริเชฟด้วย แต่กลับไม่สามารถช่วยทำประตูในเกมนี้ได้เลย และสุดท้ายพวกเขาต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไปในที่สุด ซึ่งตลอด 90 นาที บาเลนเซียสามารถยิงตรงกรอบได้เพียงแค่ 4 ครั้งเท่านั้น จากโอกาสในการยิงทั้งหมดถึง 16 ครั้ง ซึ่งมันบ่งบอกได้ถึงการมีปัญหาในจังหวะสุดท้ายนั่นเอง ที่พวกเขาไม่มีวามเฉียบขาดมากเพียงพอในนัดนี้

 

20 ประตูล่าสุดที่แอนฟิลด์

    ทีมที่จะประสบความสำเร็จในการคว้าแชมป์ต่างๆ โดยเฉพาะแชมป์ลีกของแต่ละประเทศ จะต้องมีเกมการเล่นในบ้านที่ดี และต้องเก็บชัยชนะในบ้านให้ได้มากที่สุด รวมถึงการทำประตูด้วย และก็ต้องมีสไตล์การเล่นที่เอนเตอร์เทนแฟนบอลที่เขาเสียเงินเข้ามาชมเกมในแต่ละนัดด้วย ซึ่งลิเวอร์พูลดูเหมือนว่ากำลังจะเป็นอย่างนั้นได้เช่นกัน หลังจากที่พวกเขาเก็บชัยชนะในบ้านได้ 2 นัดรวดในฤดูกาลนี้ และไม่เสียประตูให้ใครเลยในฤดูกาลนี้อีกด้วย ซึ่งถือว่าเป็นพัฒนาการที่ยอดเยี่ยมทีเดียวของลูกทีมเจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมันที่เข้ามาคุมทีมเป็นเวลากว่า 2 ปีครึ่งแล้ว หลังจากที่เขาเข้ามารับงานต่อจากเบรนแดน ร็อดเจอร์ส กุนซือชาวไอรืแลนด์เหนือที่โดนไล่ออกไปเมื่อปลายปี 2015

ทีม “หงส์แดง” ไม่ได้เสียประตูในบ้านให้ใครมานานกว่า 6 เดือนแล้วด้วย หลังจากที่พวกเขาเสียประตูสุดท้ายให้กับเวสต์แฮม ยูไนเต็ดเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งพวกเขาแสดงให้เห็นชัดเจนว่าการซื้อเฟอร์กิล ฟาน ไดจค์เข้ามาร่วมทีมนั้น ทำให้พวกเขามีเกมรับที่ดีขึ้นมาก ถึงแม้ว่าค่าตัวจะสูงถึง 75 ล้านปอนด์ก็ตาม แต่ว่าผลงาน และความมีคุณภาพของทีมที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนนั้น ถือว่าคุ้มค่าไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของความเหนียวแน่นในแนวรับเท่านั้นที่พวกเขาดีขึ้น แต่ยังรวมไปถึงผลงานเกมรุกในบ้านของพวกเขาด้วย ที่ทำประตูได้อย่างถล่มทลายตลอด โดยหลังจากที่ลิเวอร์พูลเสียประตูในบ้านครั้งสุดท้ายให้ไมเคิ่ล อันโตนิโอ ดาวเตะจากทีมเวสต์แฮมแล้ว นับจากนั้นต่อมา พวกเขาเป็นทีมเดียวที่ทำประตูในถิ่นแอนฟิลด์ในเกมพรีเมียร์ลีกได้ถึง 20 ประตูเลยทีเดียว ซึ่งถือว่าเป็นสถิติระดับทีมชั้นนำ ซึ่งพวกเขาต้องรักษาสถิติเหล่านี้เอาไว้ให้ได้ต่อไป ซึ่งตอนนี้ 3 ประสานในแดนหน้าของทีมกำลังเล่นได้อย่างเข้าขารู้ใจ ทั้งโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ โรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่ และซาดิโอ มาเน่ ที่ผลัดกันทำประตูในฤดูกาลใหม่นี้ โดยยังไม่มีชื่อของโรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่บนสกอร์บอร์ดในฤดูกาลนี้ แต่ว่าเขาก็ยังมีส่วนร่วมกับเกม และการทำประตูของทีมตลอดในช่วง 3 นัดที่ผ่านมา และที่สำคัญทำให้ทีมก้าวขึ้นไปเป็นจ่าฝูงของพรีเมียร์ลีกหลังจบสัปดาห์ที่ 3 ได้อีกด้วย ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดของทีม ถึงแม้ว่าฟอร์มของทีมจะเริ่มดูดาวน์ลงจากนัดเปิดฤดูกาลแล้วก็ตาม