Category Archives: กีฬา

ยุคของกุนซือหนุ่ม

  ในวงการฟุตบอลยุคก่อนๆ นั้น บรรดาคนที่เป็นกุนซือหรือว่าผู้จัดการทีมก็มักจะเป็นคนที่มีอายุมากๆ แล้ว สโมสรถึงจะให้โอกาสในการคุมทีม เนื่องจากยังมีความเชื่อว่าการที่จะทำทีมผลงานดีได้จะต้องมีประสบการณ์ในระยะหนึ่ง และเป็นคนที่อาวุโส และนักเตะจะต้องให้ความเกรงใจ แต่โลกของฟุตบอลนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งในปัจจุบันเทรนด์ของการเลือกผู้จัดการทีมเข้ามาคุมทีมนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงไปมากทีเดียว ซึ่งในยุคปัจจุบันนั้นจะเห็นได้ว่ากุนซือที่มีอายุมากๆ นั้นมักจะอยู่ไม่ได้ในวงการฟุตบอลยุคนี้แล้ว หากสังเกตดูจะเห็นได้ว่าบรรดาทีมยักษ์ใหญ่ในทวีปยุโรปนั้นกุนซือของแต่ละทีมจะมีอายุเต็มที่มากที่สุดแค่ประมาณ 50 ต้นๆ เท่านั้น และส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงอายุ 40 ปีเท่านั้นด้วยซ้ำ โดยเฉพาะช่วงอายุ 45-50 ปี จะเป็นช่วงอายุที่กุนซือในยุคนี้ล้วนแต่เป็นยอดกุนซือแทบทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นซีเนอดีน ซีดาน เป็ป กวาดิโอล่า อูไน อเมรี่ โธมัส ทูเคิ่ล เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ล้วนแล้วแต่อยู่ในเกณฑ์อายุประมาณนี้ทั้งนั้น ส่วนช่วงอายุ 50 ปีก็จะมีเจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมันของลิเวอร์พูลที่กำลังโดดเด่นมากๆ ในช่วงนี้

จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเทรนด์ของกุนซือที่ทำทีมประสบความสำเร็จในตอนนี้นั้นล้วนแล้วแต่เป็นกุนซือวัย 40 ปลายๆ ไปจนถึง 50 ปี ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่เป็นกุนซือหนุ่มเลยทีเดียว โดยมันอาจจะเป็นเพียงเรื่องบังเอิญก็ได้ที่กุนซือที่ได้คุมทีมยักษ์ใหญ่ของยุโรปในเวลานี้นั้นเป็นกุนซืออายุน้อย แต่หากจะมองว่ามันไม่ใช่เรื่องบังเอิญก็อาจจะได้เช่นกัน เพราะมันอาจจะเป็นช่วงอายุที่มีแนวคิด และแนวทางการทำทีมที่เหมาะสมกับโลกของฟุตบอลยุคนี้พอดีก็ได้เช่นกัน ซึ่งอย่างคนที่เคยถูกยกย่องว่าเป็นสุดยอดกุนซือในยุคก่อนหน้านี้อย่างโชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือชาวโปรตุกีสก็มาพังอย่างยับเยินกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในฟุตบอลยุคนี้เช่นกัน ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าฟุตบอลของโชเซ่ มูรินโญ่นั้นต่างจากกุนซือที่กล่าวมาข้างต้นชัดเจน และอายุของกุนซือชาวโปรตุกีสก็ถึง 55 ปีแล้ว ซึ่งถือว่าเกินเกณฑ์ที่จะประสบความสำเร็จกับฟุตบอลในยุคนี้แล้วด้วย โดยกุนซือที่ได้งานคุมทีมในยุคนี้นั้นเริ่มมีอายุที่น้อยลงเรื่อยๆ อย่างเธียร์รี่ อองรี หรือเจนนาโร่ กัตตูโซ่นั้นก็มีอายุเพียงแค่ 40 ต้นๆ เท่านั้น และกุนซือหลายคนที่คุมทีมในบุนเดสลีก้าอยู่ในตอนนี้นั้นบางคนอายุเพียง 30 ต้นๆ เท่านั้นด้วยซ้ำ

ปัญหากองหลังของ “บาร์ซ่า”

 

   ทีม “เจ้าบุญทุ่ม” บาร์เซโลน่า ทีมแชมป์ของศึกลา ลีก้าสเปนเมื่อฤดูกาลที่แล้วกำลังประสบปัญหาปวดหัวกับกองหลังของพวกเขาเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในตำแหน่งปราการหลังตัวกลาง ที่จนถึงตอนนี้เหลือนักเตะที่พร้อมจะให้เออร์เนสโต้ บัลเบรเด้ กุนซือของทีมใช้งานเพียง 2 คนเท่านั้น เนื่องจากบรรดานักเตะในตำแหน่งนี้ต่างพากันบาดเจ็บไปกันจนหมด ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาพอสมควรเลยทีเดียว ทำให้สโมสรเตรียมที่จะดึงตัวนักเตะเข้ามาเสริมทีมในช่วงเดือนมกราคมนี้เพื่อแก้ไขปัญหาแนวรับขาดแคลนในช่วงที่เหลือของฤดูกาล โดยมีนักเตะหลายคนทีเดียวที่ตกเป็นเป้าหมาย แต่ทว่าบาร์เซโลน่าต้องการที่จะดึงตัวมาร่วมทีมแบบสัญญายืมตัวเท่านั้น ทำให้ยากที่พวกเขาจะได้กองหลังระดับท็อปมาร่วมทีมในช่วงปีใหม่นี้

ก่อนเริ่มฤดูกาลนี้ทีมดังจากแคว้นกาตาลุนญ่ามีการเสริมแนวรับเข้ามาแล้ว 1 ราย คือเคลม็องต์ ล็องเล่ต์ ปราการหลังหนุ่มชาวฝรั่งเศสที่คว้าตัวมาจากเซบีญ่า คู่ปรับร่วมลีกด้วยค่าตัว 35 ล้านยูโรซึ่งเป็นค่าฉีกสัญญาของตัวนักเตะนั่นเอง ทำให้ทีมมีปราการหลังตัวกลางเป็น 4 รายคือเคราร์ด ปิเก้ ปราการหลังตัวเก๋าชาวสเปนที่เป็นเสาหลักในแนวรับของทีมมาอย่างยาวนาน เคลม็องต์ ล็องเล่ต์ กองหลังฟอร์มแรงรายใหม่ ซามูเอล อุมติตี้ ปราการหลังทีมชาติฝรั่งเศสชุดแชมป์ฟุตบอลโลกเมื่อกลางปีที่ผ่านมา และโธมัส แฟร์มาเล่น กองหลังจอมเจ็บชาวเบลเยี่ยมที่มีปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวนมาโดยตลอด ซึ่งอันที่จริงแล้วถือว่าน้อยไปด้วยซ้ำที่มีปราการหลังตัวกลางเพียง 4 คน เนื่องจากบาร์เซโลน่านั้นต้องลงเล่นหลายรายการ บวกกับในการที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ของโธมัส แฟร์มาเล่น ที่อยู่บนเตียงมากกว่าอยู่ในสนามมานานหลายฤดูกาลแล้ว ซึ่งที่จริงพวกเขาควรจะมีสแตนด์ บายอีกอย่างน้อย 1 ราย เนื่องจากตอนนี้เหลือเพียงแค่เคราร์ด ปิเก้ และเคลม็องต์ ล็องเล่ต์เท่านั้นที่พร้อมลงสนามช่วยทีม ส่วนอีก 2 รายนั้นได้รับบาดเจ็บต้องพักยาวไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทำให้พวกเขาเตรียมที่จะต้องทำการดึงตัวนักเตะเข้ามาเสริมทีมในช่วงเดือนมกราคมนี้ ซึ่งตอนแรกพวกเขาเล็งมัทไธจส์ เด ลิกต์ ปราการหลังดาวรุ่งทีมชาติฮอลแลนด์จากอาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัมเอาไว้ แต่ว่าค่าตัวนั้นมหาศาล และดูเหมือนว่าจะมีใจให้ทีมอื่นมากกว่า ทำให้พวกเขาต้องมองหานักเตะรายอื่นที่พอจะยืมตัวมาร่วมทีมได้แทน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะมีใครปล่อยตัวนักเตะให้ทีมอื่นยืมในช่วงกลางฤดูกาล ถึงสุดท้ายอาจจะหายืมนักเตะได้ แต่คุณภาพนั้นอาจจะไม่ผ่านกับทีมก็เป็นได้

นัดชิงบิ๊กแมตช์

  ใกล้จะได้คู่ชิงชนะเลิศเข้าไปทุกขณะแล้วสำหรับศึกคาราบาว คัพ ศึกฟุตบอล้วยเล็กที่สุดของทีมในพรีเมียร์ลีกของอังกฤษ ที่มีสปอนเซอร์รายการเป็นเครื่องดื่มบำรุงกำลังจากประเทศไทยนี่เอง ซึ่งเป็นฤดูกาลที่ 2 แล้วที่เข้าไปสนับสนุนฟุตบอลรายการนี้ โดยพวกเขาจะเปลี่ยนชื่อรายการไปเรื่อยๆ ตามสปอนเซอร์ที่เข้ามาสนับสนุนในแต่ละปี ซึ่งเมื่อฤดูกาลที่แล้วแชมป์ก็ตกเป็นของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ที่ยำใหญ่เอาชนะอาร์เซน่อลไปได้ในนัดชิงชนะเลิศ ซึ่งถือว่าเป็นแชมป์แรกของเป็ป กวาดิโอล่าในการคุมทีม “เรือใบสีฟ้า” ด้วย ก่อนที่จะพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ในภายหลัง

ในฤดูกาลนี้เกมการแข่งขันพึ่งได้ผ่านรอบ 8 ทีมสุดท้ายไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งทีมแชมป์เก่าอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยังสามารถผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศได้สำเร็จ ด้วยการบุกเอาชนะเลสเตอร์ ซิตี้ได้ถึงถิ่นคิง พาเวอร์ สเตเดี้ยมด้วยการดวลจุดโทษเอาชนะไปได้ 3-1 โดยรอบรองชนะเลิศพวกเขาจะต้องเข้าไปพบกับเบอร์ตัน อัลเบี้ยน ทีมรองบ่อนจากลีก วัน ที่สามารถพลิกล็อคบุกเอาชนะมิดเดิ้ลสโบรท์ได้สำเร็จ 1-0 ถึงถิ่นริเวอร์ไซด์ สเตเดี้ยม ทั้งๆ ที่เป็นทีมระดับกลางตารางของศึกลีก วันเท่านั้น ทำให้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ลูบปากรอเชือด และรอเข้าชิงชนะเลิศได้เลยในฤดูกาลนี้ ส่วนอีกคู่ในรอบรองชนะเลิศคือศึกบิ๊กแมตช์ของทีมในพรีเมียร์ลีก เมื่อทีม “สิงโตน้ำเงินคราม” มาตามนัดโดยสามารถเอาชนะบอร์นมัธได้ในช่วงท้ายเกม 1-0 จากประตูชัยของเอแดน อาซาร์ เพลย์เมคเกอร์ทีมชาติเบลเยี่ยมที่ถูกเปลี่ยนลงมาเป็นตัวสำรอง โดยเข้าไปพบกับท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ส ที่บุกเอาชนะคู่แค้นอย่างอาร์เซน่อลได้ถึงถิ่นเอมิเรต สเตเดี้ยม 2-0 ซึ่งถือว่าเป็นการแก้แค้นได้สำเร็จหลังจากที่พวกเขาเคยบุกมาโดนถล่มในช่วงก่อนหน้านี้

ทำให้โอกาสที่จะเกิดศึกบิ๊กแมตช์ในนัดชิงคาราบาว คัพในฤดูกาลนี้นั้นเป็นไปได้สูงทีเดียว เพราะแมนเชสเตอร์ ซิตี้นั้นน่าจะผ่านเบอร์ตัน อัลเบี้ยนได้ไม่ยาก แม้ว่าจะใช้นักเตะสำรองแบบยกชุดก็ตาม ส่วนอีกคู่นั้นจะเป็นใครก็ได้ระหว่างเชลซี หรือท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ส โดยรอบรองชนะเลิศจะเป็นการเตะแบบเหย้าเยือนในช่วงเดือนมกราคมปีหน้า ก่อนที่จะไปเล่นกันในรอบชิงชนะเลิศที่สนามเวมบลีย์ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งน่าสนใจว่าคู่ชิงของแมนเชสเตอร์ ซิตี้จะเป็นใคร เพราะจะถือว่าเป็นการชิงแชมป์แรกของกุนซือของพวกเขาด้วย ทั้งเมาริซิโอ ซาร์รี่ และเมาริซิโอ โปเช็ตติโน่

 

เก้าอี้ร้อนที่เมืองมิลาน

ลีกฟุตบอลกัลโช่ เซเรีย อา ถือว่าเป็นลีกสูงสุดของประเทศอิตาลี รวมถึงยังเป็นลีกชั้นนำลีกหนึ่งของทวีปยุโรปอีกด้วย ทั้งด้านความสำเร็จ และความน่าชมด้วยการมีซุเปอร์สตาร์ดาวเตะของโลกไปค้าแข้งกันอย่างต่อเนื่อง โดยในฤดูกาลนี้ก็มีคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ยอดดาวเตะของโลกชาวโปรตุกีสที่ไปอยู่กับยูเวนตุสนั่นเองเป็นจุดสนใจของแฟนบอล ที่สามารถเรียกแฟนบอลให้เข้ามาเต็มสนามได้อีกครั้ง ไม่ว่ายูเวนตุสจะบุกไปเยือนทีมไหนก็ตาม แต่จะมีเรื่องเสื่อมเสียอยู่บ้างก็คือเรื่องกัลโช่ โปลี ที่เคยมีเหตุการณ์ล็อคผลการแข่งขันเกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อนนั่นเอง แต่สิ่งที่น่าใจหายอีกอย่างก็คือ 2 ทีมที่เคยเป็นทีมยักษ์ใหญ่ของลีก และคอยแย่งแชมป์กับยูเวนตุส คือ 2 ทีมจากเมืองมิลานอย่างเอซี มิลาน และอินเตอร์ มิลาน กลับเริ่มตกต่ำลงไปหลายปีแล้ว และยังไม่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งในระดับเดิมกับยูเวนตุสเมื่อหลายปีก่อนได้เลย และมีแต่จะโดนทิ้งห่างออกไปเท่านั้น

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา 2 ทีมยักษ์ใหญ่จากเมืองแฟชั่น ทั้งทีม “ปีศาจแดงดำ” เอซี มิลาน และทีม “งูใหญ่” อินเตอร์ มิลาน ก็ได้มีการเปลี่ยนมือของผู้บริหารทีม รวมถึงเจ้าของทีมด้วย ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นไปในแนวทางที่ดี และมีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยอินเตอร์ มิลานสามารถกลับไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้อีกครั้งแล้ว หลังจากที่จบอันดับ 4 ในลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้ว แต่เอซี มิลานนั้นยังดูเหมือนยังมาไม่ถูกทางนัก ทำให้ได้เล่นแค่ศึกยูโรป้า ลีกเท่านั้น แถมก็ต้องตกรอบแบ่งกลุ่มไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วย โดยผลงานในลีกหลังจากผ่านมาเกือบครึ่งฤดูกาลดูเหมือนว่าฤดูกาลนี้พวกเขาอาจจะทำอันดับได้ดีขึ้น แต่ความห่างชั้นกับทีมเต็งแชมป์อย่างยูเวนตุสจะยังคงเท่าเดิม หรือมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ ทำให้บอร์ดบริหารของ 2 ทีมจากเมืองมิลานไม่ค่อยพอใจผลงานของทีมในตอนนี้มากนัก เมื่อเทียบกับสิ่งที่พวกเขาลงทุนไปเมื่อตอนปิดฤดูกาล ที่ลงทุนซื้อนักเตะเข้ามาเสริมทีมจนติดเพานไฟแนนเชี่ยล แฟร์ เพลย์ไปเรียบร้อยแล้ว ทำให้กุนซืออย่างลูชาโน่ สปัลเล็ตติของอินเตอร์ มิลาน และเจนนาโร่ กัตตูโซ่ กำลังเก้าอี้ร้อน และไฟลนก้นเป็นอย่างมากในตอนนี้ ซึ่งในช่วงเบรคหนีหนาวช่วงปีใหม่ ถือว่าเป็นช่วงที่ต้องจับตาดูการเปลี่ยนแปลงของ 2 ทีมนี้ให้ดีเลยทีเดียว

 

เฮือกสุดท้ายของจอห์น เทอร์รี่

   จอห์น เทอร์รี่ ถือว่าเป็นปราการหลังที่แข็งแกร่งที่สุดคนหนึ่งของยุคที่เขาเติบโตขึ้นมาเลยก็ว่าได้ โดยเขาเริ่มเป็นที่รู้จักตอนย้ายจากเวสต์แฮม ยูไนเต็ด มาอยู่ในทีมเยาวชนของเชลซีเมื่อปี 1995 ซึ่งตอนนั้นเขาพึ่งมีอายุแค่ประมาณ 14 ปีเท่านั้น และหลังจากสั่งสมประสบการณ์และความสามารถอยู่ประมาณ 3-4 ปี จอห์น เทอร์รี่ก็ได้ก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ในช่วงปลายทศวรรษที่ 90 พอดี แต่ตอนที่ทุกคนเริ่มรู้จักเขาก็คือตอนที่มีเคลาดิโอ รานิเอรี่คุมทีมอยูนั่นเอง แต่ว่าเขามาโดดเด่น และประสบความสำเร็จมากที่สุดก็คือตอนที่มีโชเซ่ มูรินโญ่ ผู้จัดการทีมชาวโปรตุกีสเข้ามาเป็นนายใหญ่แห่งถิ่นสแตนฟอร์ด บริดจ์เมื่อปี 2004 โดยเขาได้เล่นจับคู่กับริคาร์โด คาร์วัลโญ่ ปราการหลังทีมชาติโปรตุเกสที่มูรินโญ่ดึงตามมาจากเอฟซี ปอร์โต้ด้วย ซึ่ง 2 กองหลังสร้างความสำเร็จให้กับเชลซีอย่างมากมาย ซึ่งสุดท้ายแล้วเขาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ถึง 5 สมัย และแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกอีก 1 สมัยในปี 2012 ซึ่งเป็นการแก้ตัวได้สำเร็จ หลังจากที่เขาเป็นคนยิงจุดโทษคนสุดท้ายพลาดในนัดชิงชนะเลิศที่แพ้จุดโทษให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่กรุงมอสโกวในปี 2008 ซึ่งถือว่าเป็นตราบาปเดียวในอาชีพการค้าแข้งของเขาเลยก็ว่าได้

หลังจากที่ย้ายออกจากเชลซีในปี 2017 แล้ว จอห์นเ เทอร์รี่ ก็เลือกที่จะเซ็นต์สัญญากับแอสตัน วิลล่า ทีมในระดับแชมเปี้ยนชิป เพื่อหวังจะช่วยทีมเลื่อนชั้นกลับสู่พรีเมียร์ลีกให้ได้ แต่ว่าสุดท้ายแล้วก็ทำได้เพียงแค่รอบชิงชนะเลิศของรอบเพลย์ ออฟ เท่านั้น เมื่อไปแพ้ให้กับฟูแล่ม 0-1 และหลังจากหมดสัญญากองหลังวัย 37 ปีก็เลือกที่จะไม่ต่อสัญญาอยู่ในถิ่นวิลล่า ปาร์คต่อ และเขาก้ไม่ได้มีการประกาศแขวนสตั๊ดเลิกเล่นแต่อย่างใด ทำให้สุดท้ายมีข่าวว่าสตีฟ บรูซ กุนซือของทีม “สิงห์ผยอง” แอสตัน วิลล่า ต้องการจะดึงตัวกลับมาร่วมทีม เพื่อช่วยแก้ปัญหาแนวรับที่เสียประตูทุกนัดในฤดูกาลนี้ ซึ่งตอนแรกดูเหมือนว่าเทอร์รี่จะเลือกกลับไปช่วยอีกครั้ง แต่ว่าล่าสุดมีทางสปาร์ตัค มอสโกว ทีมชั้นนำจากประเทศรัสเซียได้ยื่นข้อเสนอเข้ามา ซึ่งเป็นการแนะนำจากอันโตนิโอ คอนเต้ ที่เคยร่วมงานกับมัสซิโม่ คาร์เรร่า กุนซือของทีมมาก่อนที่ยูเวนตุส โดยเทอร์รี่จะได้รับค่าเหนื่อย 2 ล้านยูโรในการเซ็นต์สัญญา 1 ปี ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นการเล่นฟุตบอลอาชีพฤดูกาลสุดท้ายของตำนานกองหลังของเชลซีรายนี้แล้วด้วย

จุดอ่อนเดียวของทัพ “ตราไก่”

    ถึงแม้ว่าทีมชาติฝรั่งเศสในยุคการคุมทีมของดิดิเย่ร์ เดช็องส์ กุนซือวัย 50 ปีจะประสบความสำเร็จในการคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกมาครองได้สำเร็จเมื่อกลางปีที่ผ่านมาก็ตาม แต่ทีมของพวกเขาก็ถือว่ายังมีจุดอ่อนให้เห็น และเป็นจุดที่พวกเขาโดนแฟนบอลชาติอื่นล้อเลียนมาตลอดทัวร์นาเม้นต์ก็คือการที่พวกเขาขาดกองหน้าในการจบสกอร์นั่นเอง ซึ่งตอนนี้พลพรรค “ตราไก่” ใช้โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ กองหน้าร่างใหญ่จากเชลซีเป็นกองหน้าตัวเป้า ซึ่งเป็นมาตั้งแต่ในช่วงฟุตบอลโลกที่ผ่านมาแล้วด้วย แต่ว่าผลงานของเขากลับไม่ดีเอาเสียเลย เมื่อกองหน้ารูปหล่อวัย 32 ปีรายนี้ที่ได้ชื่อว่าเป็นกองหน้าแชมป์โลกก็ตาม แต่กลับไม่สามารถช่วยทีมทำประตูได้เลย และยิ่งไปกว่านั้นจากสถิติที่ออกมาในช่วงฟุตบอลโลก โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ไม่เคยยิงบอลตรงกรอบใส่คู่แข่งแม้แต่ครั้งเดียวเลยด้วยซ้ำ ทำให้ทีมชาติฝรั่งเศสยังอาจจะไปไม่ได้ไกลกว่านี้ หากว่ายังไม่สามารถแก้ปัญหากองหน้าตัวเป้าของทีมได้

ผู้เล่นชุดล่าสุดที่ทางดิดิเย่ร์ เดช็องส์ เรียกติดทีมชุดที่จะทำศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีกพบกับทีมชาติเยอรมัน และทีมชาติฮอลแลนด์นั้นมีนักเตะที่สามารถเล่นกองหน้าตัวเป้าได้เพียงแค่คนเดียวเท่านั้นคือโอลิวิเยร์ ชิรูด์ ซึ่งมันทำให้เป็นช็อตบังคับให้เดช็องส์ต้องเลือกชิรูด์ลงเป็นตัวจริง มิเช่นนั้นก็ต้องเล่นเป็นระบบ fault nine คือการเล่นในแบบที่ไม่มีกองหน้าตัวเป้ายืนค้ำ เหมือนอย่างที่ทีมชาติสเปนเคยใช้มาแล้วในยุคที่พวกเขารุ่งเรือง ที่ให้เชสก์ ฟาเบรกาสไปเล่นเป็นกองหน้าตัวหลอก ซึ่งอันที่จริงแล้วไม่มีความจำเป็นต้องเล่นวิธีแบบนั้นด้วยซ้ำ ในเมื่อนักเตะกองหน้าของฝรั่งเศสมีตัวเลือกอีกตั้งมากมายที่เป็นกองหน้าตัวเป้าโดยธรรมชาติ ทั้งอเล็กซ็องดร์ ลากาแซ็ตต์ กองหน้าดาวยิงจากอาร์เซน่อล หรือว่าวิสซาม เบน เยดแดร์ กองหน้าตัวเก่งของทีมเซบีญ่าเป็นต้น ที่ก็น่าจะเรียกติดทีมมาเป็นตัวเลือกในการใช้งานด้วย รวมถึงนักเตะอย่างคาริม เบนเซม่า ที่กำลังฟอร์มดีอยู่กับเรอัล มาดริดในเวลานี้ก็ด้วย แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นไปไม่ได้เมื่อดิดิเย่ร์ เดช็องส์ยังเป็นกุนซืออยู่ เนื่องจากคู่นี้นั้นไม่กินเส้นกันมานานแล้ว แต่ตอนนี้กระแสด้านนี้ยังไม่มี เนื่องจากดิดิเย่ร์ เดช็องส์ พึ่งพาทีมคว้าแชมป์โลกมาได้สำเร็จ ทำให้ทุกอย่างถูกลืมไปหมด และเขาทำอะไรตอนนี้ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

ทีมแห่งอนาคตของอังกฤษ

    หลังจากที่ทีมชาติอังกฤษทำผลงานได้ดีเกินคาดในศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซียเป็นเจ้าภาพเมื่อกลางปีที่ผ่านมา ภายใต้การคุมทีมของแกเร็ธ เซาธ์เกต กุนซือหนุ่มวัย 48 ปี ซึ่งตอนแรกแฟนบอลของทีมชาติอังกฤษไม่ได้คาดหวังกับทีมชุดนี้ในศึกฟุตบอลโลกครั้งล่าสุดด้วยซ้ำ เนื่องจากนักเตะส่วนใหญ่ที่ถูกเรียกติดทีม 23 คน มีนักเตะที่เป็นดาวรุ่งหลายคน และมีนักเตะที่เป็นตัวเก๋าประครองทีมไปเพียง 3 คนเท่านั้น คือแกรี่ เคฮิลล์ กองหลังจากเชลซี เจมี่ วาร์ดี้ กองหน้าวัย 31 ปีจากเลสเตอร์ ซิตี้ และแอชลี่ย์ ยัง แบ็คของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งล่าสุด 2 รายแรกได้ประกาศเลิกเล่นให้กับทีมชาติอังกฤษไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วย ซึ่งจะเหลือแต่แอชลี่ย์ ยังเท่านั้นที่ยังไม่ได้ประกาศเลิกเล่นแต่อย่างใด แต่ในการเรียกตัวครั้งล่าสุดของกุนซือทีม “สิงโตคำราม” ที่จะมีโปรแกรมเตะอุ่นเครื่องในศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีกที่จะพบกับทีมชาติสเปนนั้น ก็ไม่ได้มีการเรียกตัวอดีตดาวเตะของวัตฟอร์ด และแอสตัน วิลล่าติดทีมแต่อย่างใด โดยเซาธ์เกตไปเลือกทางลุค ชอว์ แบ็คซ้ายที่ฟอร์มเด่นจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมาแทน ทำให้ 22 นักเตะชุดล่าสุดที่ทีมชาติอังกฤษเรียกมาไม่มีนักเตะที่อายุเกิน 30 ปีอยู่ในทีมเลย ซึ่งนักเตะที่แก่ที่สุดในทีมชุดนี้คือไคลย์ วอร์คเกอร์ แดนนี่ โรส จอร์แดน เฮนเดอร์สัน และฟาเบียน เดลป์ ที่มีอายุ 28 ปีเท่ากัน ซึ่งจะเรียกว่าเป็นทีมแห่งอนาคตก็ว่าได้ เพราะในอีก 2 ปีข้างหน้าที่จะมีศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือยูโร 2020 นั้น นักเตะชุดนี้เต็มที่ก็จะอายุแค่ 30 ปีเท่านั้น ซึ่งถือว่ากำลังอยู่ในช่วงพีคของการเล่นด้วยซ้ำ หากว่ารักษาสภาพร่างกายให้ดี

การเรียกตัวผู้เล่นของแกเร็ธ เซาธ์เกตในครั้งนี้เหมือนว่าเขาต้องการที่จะต่อยอดผู้เล่นชุดนี้ให้มีความกลมเกลียวแน่นแฟ้น และเข้าขารู้ใจกันมากขึ้น และเตรียมตัวสำหรับฟุตบอลยูโรรอบคัดเลือกในปีหน้าด้วย จึงไม่ได้มีการทดลองเรียกนักเตะใหม่เข้ามาลองใช้งานเลย ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายทีเดียว เพราะนักเตะอังกฤษยุคนี้ กำลังก้าวขึ้นมามีอนาคตหลายคนทีเดียว เนื่องจากเมื่อปีที่แล้วพวกเขาสามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้ทั้งชุดยู 17 และยู 20 เลยทีเดียว แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีนักเตะจากทีมชุดนั้นขึ้นมาซักราย ซึ่งนักเตะคนล่าสุดที่ได้โอกาสเรียกติดทีมชุดนี้ก็คือโจ โกเมซ กองหลังดาวรุ่งที่ทำผลงานได้ดีกับลิเวอร์พูลในช่วงต้นฤดูกาล

 

ดาวรุ่งน่าจับตามอง : อดาม่า ตราโอเร่

    อดาม่า ตราโอเร่ ถึงแม้ว่าชื่อจะไม่เหมือนคนยุโรปก็ตาม แต่ว่าเขาถือว่าเป็นนักเตะผิวสีที่เกิดที่ประเทศสเปน และเข้าสู่ทีมเยาวชนของบาร์เซโลน่าตั้งแต่ปี 2004 ซึ่งตอนนั้นเขาพึ่งมีอายุแค่ 8 ขวบเท่านั้น และฝึกกับศูนย์ฝึกของบาร์เซโลน่าที่ลา มาร์เซียอันโด่งดังเกือบ 10 ปี จากนั้นเขาก็ได้ก้าวขึ้นสู่ทีมชุดเบ ในปี 2013 ซึ่งตอนนั้นเขาอายุได้ 17 ปี และก็เป็นตัวหลักของบาร์เซโลน่า เบ อยู่ประมาณ 2 ฤดูกาล และได้มีโอกาสลงสนามให้กับบาร์เซโลน่าชุดใหญ่ 1 นัดด้วย แต่ทีม “เจ้าบุญทุ่ม” มองว่าเจ้าหนูรายนี้ไม่ได้ตามมาตรฐานของพวกเขา จึงทำการปล่อยออกจากทีมไปให้กับแอสตัน วิลล่าในราคา 10 ล้านยูโร ในเดือนสิงหาคม 2015 ในยุคการคุมทีมของทิม เชอร์วู๊ด แต่ในฤดูกาลนั้นแอสตัน วิลล่าก็เปลี่ยนกุนซือหลายคนทีเดียว ทำให้เขาได้รับโอกาสลงสนามแค่ไม่กี่นัดเท่านั้น ทำให้ช่วงปิดฤดูกาลต่อมาก็ถูกมิดเดิ้ลสโบรท์คว้าตัวไปร่วมทีม ซึ่งมีไอตอร์ การานก้า กุนซือชาวสเปนคุมทีมอยู่ ซึ่งเขามาทำผลงานได้อย่างโดดเด่นกับมิดเดิ้ลสโบรท์ ทั้ง 2 ฤดูกาล ทั้งในฤดูกาลที่แล้วที่มีโทนี่ พิวลิส คุมทีมด้วย

อดาม่า ตราโอเร่ ปัจจุบันยังเป็นนักเตะดาวรุ่งในวัย 22 ปีที่ย้ายมาอยู่กับวูล์ฟส์แฮมตัน วันเดอร์เรอร์สในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ ซึ่งเขามีจุดเด่นที่การลากเลื้อยและความเร็วจัด ซึ่งสถิติการลากเลื้อยของเขานั้นไม่เป็นสองรองใคร โดยเมื่อฤดูกาลที่แล้วเขาเป็นจอมลากเลื้อย และมีสถิติเลี้ยงหลบคู่แข่งมากที่สุดในแชมเปี้ยนชิป โดยทำให้เกือบ 300 ครั้งตลอดฤดูกาล ซึ่งมากกว่าอันดับ 2 ถึงเกือบ 1 เท่าตัวเลยทีเดียว ซึ่งบางคนอาจจะมองว่าเพราะเป็นลีกรองด้วย อาจจะทำให้เขาเลี้ยงกินตัวได้บ่อยครั้ง แต่หากว่ามาดูสถิติในช่วงต้นฤดูกาลนี้ สถิติของเขาในการเลี้ยงกินตัวก็ถือว่าสุดยอดเช่นกัน โดยตอนนี้เขามีสถิติเป็นรองแค่เพียงเอแดน อาซาร์ เพลย์เมคเกอร์ระดับโลกของเชลซีคนเดียวเท่านั้นในยอดรวม แต่หากว่าเอาค่าเฉลี่ยจากเวลาที่ลงสนาม อดาม่า ตราโอเร่ ถือว่ามีค่าเฉลี่ยที่ดีที่สุด และนัดล่าสุดเขาก็เป็นคนทำประตูชัยให้กับวูล์ฟส์แฮมตัน วันเดอร์เรอร์สในนัดที่บุกเอาชนะเวสต์แฮม ยูไนเต็ดได้ถึงถิ่น 1-0 ด้วย ซึ่งถือว่าเป็นชัยชนะนัดแรกของทีมน้องใหม่ในฤดูกาลนี้ และทำให้ทีมมีสถานการณ์ที่ดีขึ้น ซึ่งต่อไปเขาน่าจะโดดเด่นขึ้นเรื่อยๆนับจากนี้

“สิงห์” นอกสายตา

  หลังจากที่อันโตนิโอ คอนเต้ กุนซือชาวอิตาเลี่ยนคนก่อนทำเชลซีจบได้เพียงอันดับที่ 5 ของพรีเมียร์ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ทำให้ฤดูกาลนี้เชลซีต้องตกไปเป็นเต็ง 5 ที่จะมีโอกาสคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ เนื่องจากหตุผลหลายประการ ทั้งการเปลี่ยนกุนซือใหม่มาเป็นเมาริซิโอ ซาร์รี่ กุนซือคนใหม่ชาวอิตาเลี่ยนที่ไม่เคยทำงานนอกประเทศมาก่อนด้วย ถึงแม้ว่าจะได้รับคำชมอย่างมากมายในการคุมทีมนาโปลีในช่วง 3 ฤดูกาลที่ผ่านมา รวมถึงด้านการจัดการและการวางแผนงานด้วย เมื่อบอร์ดบริหารได้ทำการไล่กุนซือคนเก่าออกจากทีมช้า ทำให้กุนซือคนใหม่วัย 59 ปีก็ได้เวลาในการทำทีมช้าลงไปด้วย รวมถึงพวกเขายังมีปัญหาในการซื้อตัวนักเตะมาร่วมทีมด้วย และต้องเสียนักเตะตัวหลักอย่างธิบอต์ กูร์ตัวส์ออกจากทีมไปอีก ทำให้ถูกมองว่าเชลซีไม่พร้อมที่จะทำการแย่งแชมป์ในฤดูกาลนี้ได้

แต่พอเริ่มฤดูกาลพรีเมียร์ลีกไปแล้ว 4 นัด เชลซียังคงเป็น 1 ใน 3 ทีมที่ยังสามารถเก็บชัยชนะได้ทั้งหมด 4 นัด ร่วมกับลิเวอร์พูล และวัตฟอร์ด ทำให้พวกเขากลายเป็นทีมรองจ่าฝูงก่อนที่จะทำการเบรคพักให้ช่วงเวลากับทีมชาติด้วย ซึ่งถือว่าเชลซียุคใหม่ภายใต้การคุมทีมของเมาริซิโอ ซาร์รี่ ถือว่าทำผลงานได้ดีเกินคาดทีเดียว โดยเฉพาะการครองบอล และการส่งผ่านบอลที่พวกเขาครองเกมได้เหนือกว่าคู่แข่งอยู่ตลอด เมื่อพวกเขามี 3 กองกลางที่ยอดเยี่ยมในฤดูกาลนี้ ที่ประกอบไปได้เอ็นโกโล่ ก็องเต้ กองกลางตัวตัดเกมชั้นยอดที่ฤดูกาลนี้ถูกเปลี่ยนบทบาทที่ต้องมาเล่นเกมรุกมากขึ้นด้วย และ 2 นักเตะใหม่อย่างจอร์จินโญ่ กองกลางทีมชาติอิตาลีที่เมาริซิโอ ซาร์รี่ รีเควสบอร์ดบริหารให้ดึงตัวตามมาจากนาโปลีด้วย ส่วนอีกรายก็คือมาเตโอ โควาซิช กองกลางทีมชาติโครเอเชียที่ทีมไปยืมตัวมาจากเรอัล มาดริด หลังจากที่ทนนั่งเป็นตัวสำรองในถิ่นซานติอาโก้ เบอร์นาเบวไม่ไหว

ทีม “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซีถูกมองว่าเป็นม้านอกสายตาในฤดูกาลนี้ เนื่องจากว่าถึงแม้ว่าเมาริซิโอ ซาร์รี่จะทำผลงานได้ดีกับนาโปลี แต่ว่าเขาก็ไม่สามารถทำให้ทีมได้แชมป์ได้ใน 3 ฤดูกาลที่ผ่านมา ซึ่งยังถือว่าเป็นข้อกังขาของกุนซือวัย 59 ปีอยู่ เช่นเดียวกับเมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ กุนซือชาวอาร์เจนไตน์ของท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์สนั่นเอง ที่ก็ถูกยอมรับในผลงานของทีมเช่นกัน แต่ถือว่ายังไม่มีประสิทธิผลให้เห็นเป็นรูปธรรม

แนวรับที่ยังเป็นบ่อ

    อูไน อเมรี่ กุนซือชาวสเปนของอาร์เซน่อลที่เข้ามารับงานคุมทีมเมื่อช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมา ยังถือว่ามีปัญหาที่เขาต้องแก้โดยด่วน ถึงแม้ว่ากุนซือวัย 46 ปีจะสามารถทำทีมเก็บ 3 คะแนนเต็มได้ 2 นัดติดต่อกันก็ตาม จากการเอาชนะเวสต์แฮม ยูไนเต็ด 3-1 และบุกไปเอาชนะคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ได้ 2-0 ซึ่งทำให้สถานการณ์ของทีมนั้นดีขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านี้พวกเขาออกสตาร์ตฤดูกาลด้วยการแพ้ 2 นัดรวดต่อ 2 ทีมใหญ่อย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้แล้วเชลซี

จุดที่อดีตกุนซือของเซบีญ่า และปารีส แซงต์ แชร์กแมงต้องรีบทำการแก้ไขโดยเร็วที่สุดเลยก็คือปัยหาในเรื่องของแนวรับนั่นเอง ซึ่ง 4 นัดที่ผ่านมาของฤดูกาล อาร์เซน่อลต้องเสียประตูให้กับคู่แข่งทุกนัด ซึ่งการเสียประตูให้กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และเชลซีนั้นมันเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะทีมเหล่านั้นมีแนวรุกที่เฉียบขาด และอันตรายในทุกๆ ด้าน แต่การเสียประตูให้กับเวสต์แฮมในนัดที่พวกเขาเอาชนะไปได้ 3-1 นั้น เกมรับของอาร์เซน่อลทำผลงานได้ไม่ดี และควรจะเสียประตูมากกว่านี้ด้วยซ้ำ โดยเฉพาะในช่วงครึ่งเวลาแรก ที่ทีมเยือนอย่างเวสต์แฮมบุกขึ้นมาแต่ละทีมนั้นอันตราย และกองหลังของอาร์เซน่อลนั้นหยุดไม่ค่อยอยู่ และในนัดล่าสุดที่พวกเขาบุกไปเฉือนเอาชนะคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ได้ 2-3 นั้นเห็นได้ชัดว่าปัญหาแนวรับนั้นเริ่มชัดเจนขึ้นทันที ซึ่งก่อนหน้านี้คาร์ดิฟฟ์ยังไม่สามารถยิงประตูใครได้เลยใน 3 นัดแรกของฤดูกาล แม้แต่กับนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ดที่เหลือผู้เล่นเพียง 10 คนกว่าครึ่งชั่วโมงก็ตาม แต่กลับมายิงอาร์เซน่อลได้ถึง 2 ประตู ซึ่งมันบ่งบอกได้ชัดเจนว่าแนวรับของอาร์เซน่อลมีปัญหามาก ทั้งในตำแหน่งคู่ปราการหลังตัวกลาง รวมถึงกองกลางตัวรับด้วยที่ไม่สามารถตัดบอลได้ก่อนที่บอลจะเข้าเขตโทษ ซึ่งส่วนนี้เหมือนว่าอูไน อเมรี่กำลังปรับทีมเพื่อหาความลงตัวอยู่ โดยเฉพาะกองกลางตัวรับที่เหมือนว่ากรานิค ชาก้า จะยังไม่ดีพอสำหรับการตัดเกม ซึ่งมีกระแสเชียร์ให้กุนซือคนใหม่ลองใช้ลูคัส ตอร์ไรร่า กองกลางตัวรับพันธ์แท้ชาวอุรุกวัยดูบ้าง ซึ่งสถิติในการตัดเกมของกองกลางร่างเล็กรายนี้นั้นเป็นระดับท็อปของศึกกัลโช่ เซเรีย อาในช่วง 2 ฤดูกาลที่ผ่านมาเลยทีเดียว แต่ในส่วนของปราการหลังตัวกลางดูเหมือนว่าจะไม่มีใครที่ดีไปกว่าโซคราติส ปาปาสตาโธปูลอส กับซโครดาน มุสตาฟี่แล้ว ซึ่งคงต้องดูว่าหลังจากนี้อูไน อเมรี่จะมีวิธีการแก้แนวรับของทีมอย่างไร และจะดีขึ้นหรือไม่ คงต้องดูกึ๋นของกุนซือหนุ่มรายนี้กัน