All posts by admin

ยุคของกุนซือหนุ่ม

  ในวงการฟุตบอลยุคก่อนๆ นั้น บรรดาคนที่เป็นกุนซือหรือว่าผู้จัดการทีมก็มักจะเป็นคนที่มีอายุมากๆ แล้ว สโมสรถึงจะให้โอกาสในการคุมทีม เนื่องจากยังมีความเชื่อว่าการที่จะทำทีมผลงานดีได้จะต้องมีประสบการณ์ในระยะหนึ่ง และเป็นคนที่อาวุโส และนักเตะจะต้องให้ความเกรงใจ แต่โลกของฟุตบอลนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งในปัจจุบันเทรนด์ของการเลือกผู้จัดการทีมเข้ามาคุมทีมนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงไปมากทีเดียว ซึ่งในยุคปัจจุบันนั้นจะเห็นได้ว่ากุนซือที่มีอายุมากๆ นั้นมักจะอยู่ไม่ได้ในวงการฟุตบอลยุคนี้แล้ว หากสังเกตดูจะเห็นได้ว่าบรรดาทีมยักษ์ใหญ่ในทวีปยุโรปนั้นกุนซือของแต่ละทีมจะมีอายุเต็มที่มากที่สุดแค่ประมาณ 50 ต้นๆ เท่านั้น และส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงอายุ 40 ปีเท่านั้นด้วยซ้ำ โดยเฉพาะช่วงอายุ 45-50 ปี จะเป็นช่วงอายุที่กุนซือในยุคนี้ล้วนแต่เป็นยอดกุนซือแทบทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นซีเนอดีน ซีดาน เป็ป กวาดิโอล่า อูไน อเมรี่ โธมัส ทูเคิ่ล เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ล้วนแล้วแต่อยู่ในเกณฑ์อายุประมาณนี้ทั้งนั้น ส่วนช่วงอายุ 50 ปีก็จะมีเจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมันของลิเวอร์พูลที่กำลังโดดเด่นมากๆ ในช่วงนี้

จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเทรนด์ของกุนซือที่ทำทีมประสบความสำเร็จในตอนนี้นั้นล้วนแล้วแต่เป็นกุนซือวัย 40 ปลายๆ ไปจนถึง 50 ปี ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่เป็นกุนซือหนุ่มเลยทีเดียว โดยมันอาจจะเป็นเพียงเรื่องบังเอิญก็ได้ที่กุนซือที่ได้คุมทีมยักษ์ใหญ่ของยุโรปในเวลานี้นั้นเป็นกุนซืออายุน้อย แต่หากจะมองว่ามันไม่ใช่เรื่องบังเอิญก็อาจจะได้เช่นกัน เพราะมันอาจจะเป็นช่วงอายุที่มีแนวคิด และแนวทางการทำทีมที่เหมาะสมกับโลกของฟุตบอลยุคนี้พอดีก็ได้เช่นกัน ซึ่งอย่างคนที่เคยถูกยกย่องว่าเป็นสุดยอดกุนซือในยุคก่อนหน้านี้อย่างโชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือชาวโปรตุกีสก็มาพังอย่างยับเยินกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในฟุตบอลยุคนี้เช่นกัน ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าฟุตบอลของโชเซ่ มูรินโญ่นั้นต่างจากกุนซือที่กล่าวมาข้างต้นชัดเจน และอายุของกุนซือชาวโปรตุกีสก็ถึง 55 ปีแล้ว ซึ่งถือว่าเกินเกณฑ์ที่จะประสบความสำเร็จกับฟุตบอลในยุคนี้แล้วด้วย โดยกุนซือที่ได้งานคุมทีมในยุคนี้นั้นเริ่มมีอายุที่น้อยลงเรื่อยๆ อย่างเธียร์รี่ อองรี หรือเจนนาโร่ กัตตูโซ่นั้นก็มีอายุเพียงแค่ 40 ต้นๆ เท่านั้น และกุนซือหลายคนที่คุมทีมในบุนเดสลีก้าอยู่ในตอนนี้นั้นบางคนอายุเพียง 30 ต้นๆ เท่านั้นด้วยซ้ำ

ปัญหากองหลังของ “บาร์ซ่า”

 

   ทีม “เจ้าบุญทุ่ม” บาร์เซโลน่า ทีมแชมป์ของศึกลา ลีก้าสเปนเมื่อฤดูกาลที่แล้วกำลังประสบปัญหาปวดหัวกับกองหลังของพวกเขาเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในตำแหน่งปราการหลังตัวกลาง ที่จนถึงตอนนี้เหลือนักเตะที่พร้อมจะให้เออร์เนสโต้ บัลเบรเด้ กุนซือของทีมใช้งานเพียง 2 คนเท่านั้น เนื่องจากบรรดานักเตะในตำแหน่งนี้ต่างพากันบาดเจ็บไปกันจนหมด ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาพอสมควรเลยทีเดียว ทำให้สโมสรเตรียมที่จะดึงตัวนักเตะเข้ามาเสริมทีมในช่วงเดือนมกราคมนี้เพื่อแก้ไขปัญหาแนวรับขาดแคลนในช่วงที่เหลือของฤดูกาล โดยมีนักเตะหลายคนทีเดียวที่ตกเป็นเป้าหมาย แต่ทว่าบาร์เซโลน่าต้องการที่จะดึงตัวมาร่วมทีมแบบสัญญายืมตัวเท่านั้น ทำให้ยากที่พวกเขาจะได้กองหลังระดับท็อปมาร่วมทีมในช่วงปีใหม่นี้

ก่อนเริ่มฤดูกาลนี้ทีมดังจากแคว้นกาตาลุนญ่ามีการเสริมแนวรับเข้ามาแล้ว 1 ราย คือเคลม็องต์ ล็องเล่ต์ ปราการหลังหนุ่มชาวฝรั่งเศสที่คว้าตัวมาจากเซบีญ่า คู่ปรับร่วมลีกด้วยค่าตัว 35 ล้านยูโรซึ่งเป็นค่าฉีกสัญญาของตัวนักเตะนั่นเอง ทำให้ทีมมีปราการหลังตัวกลางเป็น 4 รายคือเคราร์ด ปิเก้ ปราการหลังตัวเก๋าชาวสเปนที่เป็นเสาหลักในแนวรับของทีมมาอย่างยาวนาน เคลม็องต์ ล็องเล่ต์ กองหลังฟอร์มแรงรายใหม่ ซามูเอล อุมติตี้ ปราการหลังทีมชาติฝรั่งเศสชุดแชมป์ฟุตบอลโลกเมื่อกลางปีที่ผ่านมา และโธมัส แฟร์มาเล่น กองหลังจอมเจ็บชาวเบลเยี่ยมที่มีปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวนมาโดยตลอด ซึ่งอันที่จริงแล้วถือว่าน้อยไปด้วยซ้ำที่มีปราการหลังตัวกลางเพียง 4 คน เนื่องจากบาร์เซโลน่านั้นต้องลงเล่นหลายรายการ บวกกับในการที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ของโธมัส แฟร์มาเล่น ที่อยู่บนเตียงมากกว่าอยู่ในสนามมานานหลายฤดูกาลแล้ว ซึ่งที่จริงพวกเขาควรจะมีสแตนด์ บายอีกอย่างน้อย 1 ราย เนื่องจากตอนนี้เหลือเพียงแค่เคราร์ด ปิเก้ และเคลม็องต์ ล็องเล่ต์เท่านั้นที่พร้อมลงสนามช่วยทีม ส่วนอีก 2 รายนั้นได้รับบาดเจ็บต้องพักยาวไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทำให้พวกเขาเตรียมที่จะต้องทำการดึงตัวนักเตะเข้ามาเสริมทีมในช่วงเดือนมกราคมนี้ ซึ่งตอนแรกพวกเขาเล็งมัทไธจส์ เด ลิกต์ ปราการหลังดาวรุ่งทีมชาติฮอลแลนด์จากอาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัมเอาไว้ แต่ว่าค่าตัวนั้นมหาศาล และดูเหมือนว่าจะมีใจให้ทีมอื่นมากกว่า ทำให้พวกเขาต้องมองหานักเตะรายอื่นที่พอจะยืมตัวมาร่วมทีมได้แทน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะมีใครปล่อยตัวนักเตะให้ทีมอื่นยืมในช่วงกลางฤดูกาล ถึงสุดท้ายอาจจะหายืมนักเตะได้ แต่คุณภาพนั้นอาจจะไม่ผ่านกับทีมก็เป็นได้

นัดชิงบิ๊กแมตช์

  ใกล้จะได้คู่ชิงชนะเลิศเข้าไปทุกขณะแล้วสำหรับศึกคาราบาว คัพ ศึกฟุตบอล้วยเล็กที่สุดของทีมในพรีเมียร์ลีกของอังกฤษ ที่มีสปอนเซอร์รายการเป็นเครื่องดื่มบำรุงกำลังจากประเทศไทยนี่เอง ซึ่งเป็นฤดูกาลที่ 2 แล้วที่เข้าไปสนับสนุนฟุตบอลรายการนี้ โดยพวกเขาจะเปลี่ยนชื่อรายการไปเรื่อยๆ ตามสปอนเซอร์ที่เข้ามาสนับสนุนในแต่ละปี ซึ่งเมื่อฤดูกาลที่แล้วแชมป์ก็ตกเป็นของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ที่ยำใหญ่เอาชนะอาร์เซน่อลไปได้ในนัดชิงชนะเลิศ ซึ่งถือว่าเป็นแชมป์แรกของเป็ป กวาดิโอล่าในการคุมทีม “เรือใบสีฟ้า” ด้วย ก่อนที่จะพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ในภายหลัง

ในฤดูกาลนี้เกมการแข่งขันพึ่งได้ผ่านรอบ 8 ทีมสุดท้ายไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งทีมแชมป์เก่าอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยังสามารถผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศได้สำเร็จ ด้วยการบุกเอาชนะเลสเตอร์ ซิตี้ได้ถึงถิ่นคิง พาเวอร์ สเตเดี้ยมด้วยการดวลจุดโทษเอาชนะไปได้ 3-1 โดยรอบรองชนะเลิศพวกเขาจะต้องเข้าไปพบกับเบอร์ตัน อัลเบี้ยน ทีมรองบ่อนจากลีก วัน ที่สามารถพลิกล็อคบุกเอาชนะมิดเดิ้ลสโบรท์ได้สำเร็จ 1-0 ถึงถิ่นริเวอร์ไซด์ สเตเดี้ยม ทั้งๆ ที่เป็นทีมระดับกลางตารางของศึกลีก วันเท่านั้น ทำให้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ลูบปากรอเชือด และรอเข้าชิงชนะเลิศได้เลยในฤดูกาลนี้ ส่วนอีกคู่ในรอบรองชนะเลิศคือศึกบิ๊กแมตช์ของทีมในพรีเมียร์ลีก เมื่อทีม “สิงโตน้ำเงินคราม” มาตามนัดโดยสามารถเอาชนะบอร์นมัธได้ในช่วงท้ายเกม 1-0 จากประตูชัยของเอแดน อาซาร์ เพลย์เมคเกอร์ทีมชาติเบลเยี่ยมที่ถูกเปลี่ยนลงมาเป็นตัวสำรอง โดยเข้าไปพบกับท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ส ที่บุกเอาชนะคู่แค้นอย่างอาร์เซน่อลได้ถึงถิ่นเอมิเรต สเตเดี้ยม 2-0 ซึ่งถือว่าเป็นการแก้แค้นได้สำเร็จหลังจากที่พวกเขาเคยบุกมาโดนถล่มในช่วงก่อนหน้านี้

ทำให้โอกาสที่จะเกิดศึกบิ๊กแมตช์ในนัดชิงคาราบาว คัพในฤดูกาลนี้นั้นเป็นไปได้สูงทีเดียว เพราะแมนเชสเตอร์ ซิตี้นั้นน่าจะผ่านเบอร์ตัน อัลเบี้ยนได้ไม่ยาก แม้ว่าจะใช้นักเตะสำรองแบบยกชุดก็ตาม ส่วนอีกคู่นั้นจะเป็นใครก็ได้ระหว่างเชลซี หรือท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ส โดยรอบรองชนะเลิศจะเป็นการเตะแบบเหย้าเยือนในช่วงเดือนมกราคมปีหน้า ก่อนที่จะไปเล่นกันในรอบชิงชนะเลิศที่สนามเวมบลีย์ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งน่าสนใจว่าคู่ชิงของแมนเชสเตอร์ ซิตี้จะเป็นใคร เพราะจะถือว่าเป็นการชิงแชมป์แรกของกุนซือของพวกเขาด้วย ทั้งเมาริซิโอ ซาร์รี่ และเมาริซิโอ โปเช็ตติโน่

 

เก้าอี้ร้อนที่เมืองมิลาน

ลีกฟุตบอลกัลโช่ เซเรีย อา ถือว่าเป็นลีกสูงสุดของประเทศอิตาลี รวมถึงยังเป็นลีกชั้นนำลีกหนึ่งของทวีปยุโรปอีกด้วย ทั้งด้านความสำเร็จ และความน่าชมด้วยการมีซุเปอร์สตาร์ดาวเตะของโลกไปค้าแข้งกันอย่างต่อเนื่อง โดยในฤดูกาลนี้ก็มีคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ยอดดาวเตะของโลกชาวโปรตุกีสที่ไปอยู่กับยูเวนตุสนั่นเองเป็นจุดสนใจของแฟนบอล ที่สามารถเรียกแฟนบอลให้เข้ามาเต็มสนามได้อีกครั้ง ไม่ว่ายูเวนตุสจะบุกไปเยือนทีมไหนก็ตาม แต่จะมีเรื่องเสื่อมเสียอยู่บ้างก็คือเรื่องกัลโช่ โปลี ที่เคยมีเหตุการณ์ล็อคผลการแข่งขันเกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อนนั่นเอง แต่สิ่งที่น่าใจหายอีกอย่างก็คือ 2 ทีมที่เคยเป็นทีมยักษ์ใหญ่ของลีก และคอยแย่งแชมป์กับยูเวนตุส คือ 2 ทีมจากเมืองมิลานอย่างเอซี มิลาน และอินเตอร์ มิลาน กลับเริ่มตกต่ำลงไปหลายปีแล้ว และยังไม่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งในระดับเดิมกับยูเวนตุสเมื่อหลายปีก่อนได้เลย และมีแต่จะโดนทิ้งห่างออกไปเท่านั้น

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา 2 ทีมยักษ์ใหญ่จากเมืองแฟชั่น ทั้งทีม “ปีศาจแดงดำ” เอซี มิลาน และทีม “งูใหญ่” อินเตอร์ มิลาน ก็ได้มีการเปลี่ยนมือของผู้บริหารทีม รวมถึงเจ้าของทีมด้วย ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นไปในแนวทางที่ดี และมีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยอินเตอร์ มิลานสามารถกลับไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้อีกครั้งแล้ว หลังจากที่จบอันดับ 4 ในลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้ว แต่เอซี มิลานนั้นยังดูเหมือนยังมาไม่ถูกทางนัก ทำให้ได้เล่นแค่ศึกยูโรป้า ลีกเท่านั้น แถมก็ต้องตกรอบแบ่งกลุ่มไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วย โดยผลงานในลีกหลังจากผ่านมาเกือบครึ่งฤดูกาลดูเหมือนว่าฤดูกาลนี้พวกเขาอาจจะทำอันดับได้ดีขึ้น แต่ความห่างชั้นกับทีมเต็งแชมป์อย่างยูเวนตุสจะยังคงเท่าเดิม หรือมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ ทำให้บอร์ดบริหารของ 2 ทีมจากเมืองมิลานไม่ค่อยพอใจผลงานของทีมในตอนนี้มากนัก เมื่อเทียบกับสิ่งที่พวกเขาลงทุนไปเมื่อตอนปิดฤดูกาล ที่ลงทุนซื้อนักเตะเข้ามาเสริมทีมจนติดเพานไฟแนนเชี่ยล แฟร์ เพลย์ไปเรียบร้อยแล้ว ทำให้กุนซืออย่างลูชาโน่ สปัลเล็ตติของอินเตอร์ มิลาน และเจนนาโร่ กัตตูโซ่ กำลังเก้าอี้ร้อน และไฟลนก้นเป็นอย่างมากในตอนนี้ ซึ่งในช่วงเบรคหนีหนาวช่วงปีใหม่ ถือว่าเป็นช่วงที่ต้องจับตาดูการเปลี่ยนแปลงของ 2 ทีมนี้ให้ดีเลยทีเดียว

 

ทอม ครูซ บอกข่าวดี Top Gun 2 เดินหน้าถ่ายทำแล้ว

 

แฟนๆพระเอกหน้าหล่อตลอดกาล ทอม ครูซ คงไม่ต้องรอภาคต่อ Mission Impossible เพราะเขาจะกลับมาอีกครั้งในภาพยนตร์แอ็คชั่น Top Gun 2 พร้อมกลับมารับบทเดิมที่เคยเล่นไว้ในภาคที่แล้ว ทั้งนี้ทางนักแสดงหนุ่มเผยว่ากำลังเตรียมแผนงานสร้างและคาดว่าเริ่มเปิดกล้องถ่ายทำช่วงกลางปี 2018

ล่าสุดเขาได้ทวิตข้อความผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวของเขาเมื่อช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาว่า Top Gun 2 เปิดกล้องเรียบร้อยแล้วโดยเป็นภาพของเขาในบท มาเวอริค มิทเชลล์ ในชุดนักบินสุดเท่ พร้อมแคปชั่นคำว่า “Feel the Need” ซึ่งมาจากประโยคสุดฮิตในภาคที่แล้วพร้อมกลับมาทำภารกิจเสี่ยงตายกลางเวหาอีกครั้งและถือว่าเป็นการเปิดกล้องเร็วกว่ากำหนดเดิม 2 เดือน

ก่อนหน้านี้เขาให้สัมภาษณ์กับรายการ Sunrise ช่วงที่เขาโปรโมทภาพยนตร์ The Mummy ซึ่งเขาแย้มเป็นนัยว่าจะมีภาคต่อของหนังแอ็คชั่นที่สร้างชื่อให้กับเขาอย่าง Top Gun  ที่กำลังมีข่าวลือว่าจะมีการสร้างภาคต่อ โดยนักแสดงหนุ่มยอมรับว่าข่าวลือดังกล่าวนั้นเป็นเรื่องจริงและกำลังเตรียมแผนงานสร้างเร็วๆนี้ ทำเอาแฟนๆหนังของเขาต่างดีใจยกใหญ่ นอกจากนี้เขายังเผยอีกว่าหนังจะเริ่มถ่ายทำช่วงเดือนกรกฎาคม 2018

สำหรับโปรเจค Top Gun 2 นั้นเดิมทีวางตัว โทนี่ สก็อตต์ ผู้กำกับจากภาคแรกมาทำหน้าที่กำกับอีกครั้ง แต่น่าเศร้าที่เขาเสียชีวิตในปี 2012 ทำให้ทางสตูดิโอเลือกดึง โจเซฟ โคชินสกี ผู้กำกับฝีมือดีจาก Oblivion และ Tron: Legacy มาทำหน้าที่แทน นอกจากนี้ยังไม่มีการเปิดเผยรายชื่อนักแสดงรายอื่นๆมาร่วมแสดงรวมถึงเรื่องย่ออย่างเป็นทางการซึ่งคาดว่าจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเทคโนโลยีการบินที่ไร้คนขับ หรือ โดรนสำรวจ ที่เข้ามามีบทบาท รวมถึงผลกระทบของนักบินในภาคนี้ด้วย แม้ว่าทอม ครูซ จะได้รับบาดเจ็บจากการแสดงฉากเสี่ยงตายใน Mission Impossible : Fallout แต่นักแสดงหนุ่มยืนยันแล้วว่าอาการบาดเจ็บของเขาไม่กระทบกับการถ่ายทำอย่างแน่นอน

ภาพยนตร์เรื่อง Top Gun ภาพยนตร์แอ็คชั่น-ดราม่า ออกฉายในปี 1986 ผลงานกำกับของ โทนี่ สก็อตต นำแสดงโดย ทอม ครูซ, วัล คิลเมอร์, แอนโทนี่ เอ็ดเวิร์ด, เคลลี่ แมคกิลลิส เรื่องราวของ มาเวอร์ริค (ครูซ) นักบินมือหนึ่งของกองทัพสหรัฐ ตัดสินใจช่วยเหลือเครื่องบินของกองทัพ 2 ลำที่กำลังมีปัญหาให้กลับมาถึงฐานทัพได้อย่างปลอดภัย นับเป็นภารกิจเสี่ยงอันตรายที่ไม่อาจมีใครทำได้  รวมถึงเขาต้องต่อสู้กับทัศนคติกับเพื่อนร่วมทีมและปมความหลังเกี่ยวกับพ่อ เขาต้องต่อสู้และพิสูจน์ตัวเองเพื่อให้ได้เป็นนักบินยอดเยี่ยมให้ได้

Top Gun ถือว่าเป็นภาพยนตร์ที่สร้างชื่อให้กับทอม ครูซ อย่างมาก และทำรายได้ทั่วโลกถึง 356 ล้านเหรียญสหรัฐฯในตอนนั้น สำหรับ Top Gun 2 วางคิวฉายวันที่ 12 กรกฎาคม 2019

เรื่องที่น่ารู้กับ ฉีดผิวขาว ฉีดวิตามินผิวขาว

  เคล็ดลับผิวขาว ฉีดผิวขาว ฉีดวิตามินผิวขาว เติมอาหารผิวเข้าเส้น ที่ กังนัมคลีนิก ให้ความสำคัญและพิถีพิถันกับการฉีดเพื่อบำรุงผิวขาวใสจากภายในสู่ภายนอก ช่วยให้ผิวของคุณคืนความขาวกระจ่างใส ช่วยลดจุดด่างดำ รอยหมองคล้ำ ต่างๆบนผิว เผยให้ผิวสวยใส เปล่งประกาย ขาวเนียนอมชมพู ช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวหนังที่อยู่ชั้นนอก เพื่อช่วยทำให้ได้เซลล์ผิวของคุณ ดูมีสุขภาพดี เพราะอาหารผิวที่ฉีดเข้าไปจะช่วยผลักมัลติวิตามินปริมาณเข้มข้น เพิ่มสารสกัดเข้าสู่เซลล์ผิวโดยตรง

ฉีดผิวขาว การฉีดวิตามินผิวสำคัญอย่างไร

การฉีดวิตามินผิวเข้าเส้น เป็นการบำรุงผิวให้ขาวใสจากภายใน คืนความขาวกระจ่างใสสู่ผิว ลดความหมองคล้ำ จุดด่างดำ สีผิวที่ไม่เสมอกัน เพื่อให้ผิวแลดูสุขภาพดี ขาวใส เปล่งประกายทั่วร่างกาย และวิตามินผิวจะช่วยกระตุ้นในการผลัดเซลล์ผิวหนังชั้นนอก ทำให้ได้เซลล์ผิวใหม่ที่ขาวใสมากขึ้น

ข้อดีของการฉีดวิตามินผิวเข้าเส้น

วิตามินผิวที่กังนัมคลินิกให้บริการ เป็นสารสกัดวิตามินที่เข้มข้น ซึ่งสารสกัดเหล่านี้จะช่วยซ่อมแซมและฟื้นฟูเซลล์ผิวที่อ่อนแอให้กลับมาแข็งแรงและสุขภาพดีอีกครั้ง ซึ่งช่วยให้เห็นผลรวดเร็ว และชัดเจนกว่าการทาครีมบำรุงทั่วไป

การฉีดวิตามินผิว ใช้ได้กับผิวประเภทใดบ้าง

วิตามินผิวสูตรเข้มข้นของทางกังนัมคลินิก เป็นสารสกัดบริสุทธ์ มีความปลอดภัย 100% สามารถใช้ได้ทุกสภาพผิว เช่น ผิวมัน ผิวแห้ง และผิวผสม

โรคร่าเริง โรคยอดฮิต ไม่ร้ายแรงแต่อันตราย

 

หากคุณเป็นคนที่สมองแล่นตอนกลางคืน แต่อ่อนเพลียตอนกลางวัน คุณกำลังประสบปัญหา โรคร่าเริง อยู่หรือเปล่า สำหรับโรคดังกล่าวนี้กำลังฮิตในกลุ่มคนวัยทำงานรวมถึงบุคคลที่มีพฤติกรรมชอบอดหลับอดนอน จากกิจกรรมต่างๆไม่ว่าจะเป็น การนำงานกลับมาทำที่บ้าน, การอ่านหนังสือตอนกลางคืนติดต่อกัน หรือกิจกรรมอื่นๆ ที่ทำให้ตื่นตัวตอนกลางคืนแล้วหลับตอนกลางวัน พฤติกรรมนี้หากทำติดต่อเป็นเวลานานอาจส่งผลกระทบต่อระบบร่างกายรวมถึงผลกระทบต่อจิตใจด้วย

โรคร่าเริง เป็นอาการหนึ่งที่ทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าเต็มที่เมื่อเวลากลางคืน และไม่รู้สึกง่วงนอนเลยแม้จะดึกแค่ไหนก็ตาม แต่เมื่อถึงช่วงกลางวันร่างกายรู้สึกอ่อนเพลีย ไม่สดชื่น อยากหลับตลอดเวลา รวมถึงไม่มีสมาธิในการทำงานหรือเรียน และอาจก่อให้เกิดอารมณ์หงุดหงิด เครียด ฉุนเฉียวง่าย หากปล่อยไว้นานๆจะส่งผลเสียต่อสุขภาพระยะยาว

โรคร่าเริงนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ทุกวัย แม้มักเกิดกับคนวัยทำงานแต่ในปัจจุบันโรคนี้ผู้ที่อายุน้อยก็เริ่มเสี่ยงเกิดโรคนี้เช่น ส่วนใหญ่มักเกิดจากพฤติกรรมดังต่อไปนี้

– ชอบนอนดึก มีคนจำนวนไม่น้อยที่ชอบนอนดึก ไม่ว่าจะทำกิจกรรมอะไรก็ตามบางคนนอนเกือบเช้าเลยก็มี ซึ่งคนที่นอนดึกมากๆนั้นจะทำให้ร่างกายปรับเวลานอนใหม่ ทำให้เมื่อถึงตอนเช้าจะรู้สึกอ่อนเพลีย ไม่มีแรง หากนอนดึกติดต่อกันอาจส่งผลเสียให้เกิดโรคไข้หวัดหรือภูมิแพ้ตามมาอีกด้วย

– การดื่มเครื่องดื่มที่ผสมคาเฟอีน ไม่ว่าจะเป็น ชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มชูกำลัง ไม่ควรดื่มตอนค่ำเพราะคาเฟอีนเป็นสารที่ช่วยกระตุ้นสมองให้ร่างกายรู้สึกตื่นตัวตลอด หากคุณดื่มก่อนนอนอาจส่งผลให้นอนไม่หลับได้ นอกจากนี้ยังรวมถึงเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลปริมาณมาก เพราะน้ำตาลก็เป็นตัวกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัวเช่นกัน ดังนั้นควรดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนหรือน้ำตาลช่วงเช้าจะดีกว่า

– ติดเล่นโทรศัพท์ ซึ่งรวมถึงเครื่องมืออิเล็กทอรนิกอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์, แท็บเล็ต เพราะแสงสีฟ้าของหน้าจอเครื่องมือเหล่านี้ส่งผลให้ร่างกายตื่นตัวและทำให้นอนไม่หลับได้ อีกทั้งแสงสีฟ้ายังส่งผลกระทบแก่ดวงตาทำให้สายตาเสียอีกด้วย ดังนั้นไม่ควรเล่นเครื่องมือเหล่านี้ก่อนนอน

โรคร่าเริง แม้ว่าจะไม่ใช่โรคร้ายแรงหรือโรคติดต่อแต่ก็เป็นโรคที่สร้างความรำคาญแก่ผู้ที่เป็นไม่น้อย ทำให้ชีวิตประจำวันเปลี่ยนไปนอกจากนี้ยังเสี่ยงการเกิดโรคอื่นๆ เช่น โรคเครียด, หน้าแก่ก่อนวัย เนื่องจากนอนดึก โรคร่าเริงสามารถป้องกันได้ด้วยวิธีดังนี้

– เข้านอนให้เร็ว ควรเข้านอนให้เร็วควรเข้านอนช่วงเวลา 22.00 น. ซึ่งช่วงเวลาประมาณ 24.00 น. – 02.00 น. เป็นช่วงเวลาที่ร่างกายหลั่งโกรทฮอร์โมนออกมาเพื่อฟื้นฟูร่างกายช่วยให้ตื่นนอนรู้สึกสดชื่นไม่เพลีย

– ออกกำลังกาย การออกกำลังกายตอนหัวค่ำช่วยร่างกายรู้สึกผ่อนคลายและหลับง่ายขึ้น หากออกกำลังกายช่วงเช้าจะช่วยให้ร่างกายรู้สึกตื่นตัวและไม่รู้สึกง่วง พร้อมทำกิจกรรมช่วงเช้าอย่างเต็มที่

– ไม่ควรทำกิจกรรมเวลากลางคืน ไม่ว่าคุณจะเอางานกลับมาทำ หรือ อ่านหนังสือตอนกลางคืน ควรทำไม่เกิน 22.00 น. หรืองดกิจกรรมดังกล่าวที่ทำให้สมองตื่นตัว ดังนั้นแล้วงานก็คืองานเอาไว้ที่บริษัทจะดีกว่า

– ดื่มน้ำเยอะๆ การดื่มน้ำเปล่าถือว่าช่วยให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น และน้ำก็ยังมีส่วนช่วยลดความหนืดของเลือดทำให้ไม่ร็สึกง่วง ควรดื่มที่เหมาะวันละ 6-8 แก้ว นอกจากนี้การดื่มน้ำก่อนนอนยังช่วยป้องกันร่างกายขาดน้ำอีกด้วย

เมื่อทราบแล้วว่า โรคร่าเริง จะไม่ใช่โรคร้ายแรงอะไรแต่ก็เป็นอันตรายแก่ร่างกายได้หากสะสมเป็นเวลานานๆ ดังนั้นควรหันมาใส่ใจสุขภาพตัวเราเองให้ดีที่สุด

 

บานาฮิลล์ แหล่งท่องเที่ยวสุดชิคฉายายุโรปแห่งเอเชียตะวันออก

 

เช็คเลย คนไทยเดินทางเข้าประเทศไหนบ้าง โดยไม่ต้องขอวีซ่า

หลายคนที่ชอบเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ สิ่งหนึ่งที่สำคัญคงหนีไม่พ้น หนังสือเดินทาง หรือ พาสปอตร์ เพื่อนำไปยืนยันว่าเรามีตัวตนในประเทศของเราจริงๆ เพราะหากลืมหนังสือเดินทางเราก็จะไม่ได้เข้าประเทศนั้นๆ นอกจากไม่ได้เที่ยวแล้วบางประเทศอาจพาเราเข้าห้องเย็นไม่รู้ตัวก็ได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดของการเดินทางไปต่างประเทศคือ พาสปอตร์ อ๊ะแต่เดี๋ยวก่อน อย่าคิดว่ามีหนังสือเดินทางแล้วจะเข้าประเทศนั้นๆได้เลยนะ สำหรับหนังสือเดินทางของประเทศไทย บางประเทศก็ฟรีวีซ่าให้กับคนไทย บางประเทศเราต้องทำเรื่องขอวีซ่าเข้าประเทศที่เราเดินทางไป เรามาดูกันว่าวีซ่ามีความสำคัญอย่างไรและทำไมต้องขอวีซ่า

วีซ่า คืออะไร

วีซ่า (Visa) คือเอกสารสำคัญอย่างหนึ่งสำหรับการเดินทางเข้าไปยังต่างประเทศ ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เราผ่านเข้าไปเยือนประเทศที่เราเดินทางไป วีซ่าเปรียบเสมือนใบอนุญาตผ่านเข้าเมืองซึ่งมีทั้ง ตรายางประทับ, สติกเกอร์สัญลักษณ์ หรือ เอกสารสำคัญที่แนบไปกับหนังสือเดินทาง ซึ่งจะมีความแตกต่างกันตามกฎระเบียบแต่ละประเทศ และ ข้อตกลงระหว่างประเทศ บางประเทศเป็นเพียงตราประทับวีซ่าบนหนังสือเดินทางซึ่งจะได้ตราประทับเมื่อถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองในสนามบินของประเทศเหล่านั้น ซึ่งจะเรียกประเภทวีซ่านี้ว่า ฟรีวีซ่า สำหรับบางประเทศต้องทำเอกสารขอวีซ่าโดยต้องดำเนินการขอวีซ่าก่อนเดินทางไปต่างประเทศที่ขอวีซ่าเข้าประเทศซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายขอเอกสาร

ประเทศไหนบ้างที่ฟรีวีซ่าสำหรับคนไทย

ปัจจุบันประเทศที่คนไทยสามารถเดินทางเข้าประเทศนั้นโดยไม่ต้องทำเรื่องขอเอกสารวีซ่า เพียงถือหนังสือเดินทางประเทศไทยเท่านั้นมีจำนวน 30 ประเทศทั่วโลกทั้งนี้แต่ละประเทศก็มีข้อตกลงจำนวนวันที่อาศัยต่างกันไป แบ่งออกเป็นแต่ละทวีปดังนี้

– เอเชียตะวันออก ได้แก่ เกาหลีใต้ (90 วัน), ญี่ปุ่น (15 วัน), ไต้หวัน (30 วัน), มองโกเลีย (30 วัน), ฮ่องกง (30 วัน)

– เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (AEC) ได้แก่ อินโดนีเซีย (30 วัน), สิงคโปร์ (30 วัน), เวียดนาม (30 วัน), ลาว (30 วัน), เมียร์มาร์ (14 วัน), ฟิลิปปินส์ (30 วัน), มาเลเซีย (30 วัน), บูรไน (14 วัน), กัมพูชา (14 วัน)

– เอเชียตะวันออกกลาง ได้แก่ กาตาร์ (30 วัน), บาห์เรน (14 วัน)

– หมู่เกาะมหาสมุทรอินเดีย ได้แก่ เชเซลล์ (30 วัน), มัลดีฟส์ (30 วัน)

– หมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก ได้แก่ วานูอาตู (30 วัน)

– ทวีปยุโรป ได้แก่ จอร์เจีย (1 ปี), ตุรกี (30 วัน), รัสเซีย (30 วัน)

– ทวีปอเมริกากลางและอเมริกาใต้ ได้แก่ ชิลี (90 วัน), บราซิล (90 วัน), ปานามา (180 วัน), เปรู (90 วัน), อาร์เจนติน่า (90 วัน), เอกวาดอร์ (90 วัน)

แม้ว่าประเทศที่ฟรีวีซ่าคนไทย สามารถเดินทางไปยังประเทศเหล่านี้ได้โดยถือเล่มพาสปอตร์เท่านั้น แต่ก็มีข้อจำกัดอีกอย่างคือ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของประเทศนั้นๆ มีสิทธิ์ไม่ปั้มตราประทับวิซ่าให้ได้หากสงสัยว่าคุณมีพฤติกรรมแนวโน้มหลบหนีเข้าเมืองหรือเข้าประเทศอย่างผิดกฏหมาย ดังนั้นหากต้องเที่ยวต่างประเทศอย่างสบายใจควรปฏิบัติตัวให้เหมาะสมนะครับ

เฮือกสุดท้ายของจอห์น เทอร์รี่

   จอห์น เทอร์รี่ ถือว่าเป็นปราการหลังที่แข็งแกร่งที่สุดคนหนึ่งของยุคที่เขาเติบโตขึ้นมาเลยก็ว่าได้ โดยเขาเริ่มเป็นที่รู้จักตอนย้ายจากเวสต์แฮม ยูไนเต็ด มาอยู่ในทีมเยาวชนของเชลซีเมื่อปี 1995 ซึ่งตอนนั้นเขาพึ่งมีอายุแค่ประมาณ 14 ปีเท่านั้น และหลังจากสั่งสมประสบการณ์และความสามารถอยู่ประมาณ 3-4 ปี จอห์น เทอร์รี่ก็ได้ก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ในช่วงปลายทศวรรษที่ 90 พอดี แต่ตอนที่ทุกคนเริ่มรู้จักเขาก็คือตอนที่มีเคลาดิโอ รานิเอรี่คุมทีมอยูนั่นเอง แต่ว่าเขามาโดดเด่น และประสบความสำเร็จมากที่สุดก็คือตอนที่มีโชเซ่ มูรินโญ่ ผู้จัดการทีมชาวโปรตุกีสเข้ามาเป็นนายใหญ่แห่งถิ่นสแตนฟอร์ด บริดจ์เมื่อปี 2004 โดยเขาได้เล่นจับคู่กับริคาร์โด คาร์วัลโญ่ ปราการหลังทีมชาติโปรตุเกสที่มูรินโญ่ดึงตามมาจากเอฟซี ปอร์โต้ด้วย ซึ่ง 2 กองหลังสร้างความสำเร็จให้กับเชลซีอย่างมากมาย ซึ่งสุดท้ายแล้วเขาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ถึง 5 สมัย และแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกอีก 1 สมัยในปี 2012 ซึ่งเป็นการแก้ตัวได้สำเร็จ หลังจากที่เขาเป็นคนยิงจุดโทษคนสุดท้ายพลาดในนัดชิงชนะเลิศที่แพ้จุดโทษให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่กรุงมอสโกวในปี 2008 ซึ่งถือว่าเป็นตราบาปเดียวในอาชีพการค้าแข้งของเขาเลยก็ว่าได้

หลังจากที่ย้ายออกจากเชลซีในปี 2017 แล้ว จอห์นเ เทอร์รี่ ก็เลือกที่จะเซ็นต์สัญญากับแอสตัน วิลล่า ทีมในระดับแชมเปี้ยนชิป เพื่อหวังจะช่วยทีมเลื่อนชั้นกลับสู่พรีเมียร์ลีกให้ได้ แต่ว่าสุดท้ายแล้วก็ทำได้เพียงแค่รอบชิงชนะเลิศของรอบเพลย์ ออฟ เท่านั้น เมื่อไปแพ้ให้กับฟูแล่ม 0-1 และหลังจากหมดสัญญากองหลังวัย 37 ปีก็เลือกที่จะไม่ต่อสัญญาอยู่ในถิ่นวิลล่า ปาร์คต่อ และเขาก้ไม่ได้มีการประกาศแขวนสตั๊ดเลิกเล่นแต่อย่างใด ทำให้สุดท้ายมีข่าวว่าสตีฟ บรูซ กุนซือของทีม “สิงห์ผยอง” แอสตัน วิลล่า ต้องการจะดึงตัวกลับมาร่วมทีม เพื่อช่วยแก้ปัญหาแนวรับที่เสียประตูทุกนัดในฤดูกาลนี้ ซึ่งตอนแรกดูเหมือนว่าเทอร์รี่จะเลือกกลับไปช่วยอีกครั้ง แต่ว่าล่าสุดมีทางสปาร์ตัค มอสโกว ทีมชั้นนำจากประเทศรัสเซียได้ยื่นข้อเสนอเข้ามา ซึ่งเป็นการแนะนำจากอันโตนิโอ คอนเต้ ที่เคยร่วมงานกับมัสซิโม่ คาร์เรร่า กุนซือของทีมมาก่อนที่ยูเวนตุส โดยเทอร์รี่จะได้รับค่าเหนื่อย 2 ล้านยูโรในการเซ็นต์สัญญา 1 ปี ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นการเล่นฟุตบอลอาชีพฤดูกาลสุดท้ายของตำนานกองหลังของเชลซีรายนี้แล้วด้วย

จุดอ่อนเดียวของทัพ “ตราไก่”

    ถึงแม้ว่าทีมชาติฝรั่งเศสในยุคการคุมทีมของดิดิเย่ร์ เดช็องส์ กุนซือวัย 50 ปีจะประสบความสำเร็จในการคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกมาครองได้สำเร็จเมื่อกลางปีที่ผ่านมาก็ตาม แต่ทีมของพวกเขาก็ถือว่ายังมีจุดอ่อนให้เห็น และเป็นจุดที่พวกเขาโดนแฟนบอลชาติอื่นล้อเลียนมาตลอดทัวร์นาเม้นต์ก็คือการที่พวกเขาขาดกองหน้าในการจบสกอร์นั่นเอง ซึ่งตอนนี้พลพรรค “ตราไก่” ใช้โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ กองหน้าร่างใหญ่จากเชลซีเป็นกองหน้าตัวเป้า ซึ่งเป็นมาตั้งแต่ในช่วงฟุตบอลโลกที่ผ่านมาแล้วด้วย แต่ว่าผลงานของเขากลับไม่ดีเอาเสียเลย เมื่อกองหน้ารูปหล่อวัย 32 ปีรายนี้ที่ได้ชื่อว่าเป็นกองหน้าแชมป์โลกก็ตาม แต่กลับไม่สามารถช่วยทีมทำประตูได้เลย และยิ่งไปกว่านั้นจากสถิติที่ออกมาในช่วงฟุตบอลโลก โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ไม่เคยยิงบอลตรงกรอบใส่คู่แข่งแม้แต่ครั้งเดียวเลยด้วยซ้ำ ทำให้ทีมชาติฝรั่งเศสยังอาจจะไปไม่ได้ไกลกว่านี้ หากว่ายังไม่สามารถแก้ปัญหากองหน้าตัวเป้าของทีมได้

ผู้เล่นชุดล่าสุดที่ทางดิดิเย่ร์ เดช็องส์ เรียกติดทีมชุดที่จะทำศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีกพบกับทีมชาติเยอรมัน และทีมชาติฮอลแลนด์นั้นมีนักเตะที่สามารถเล่นกองหน้าตัวเป้าได้เพียงแค่คนเดียวเท่านั้นคือโอลิวิเยร์ ชิรูด์ ซึ่งมันทำให้เป็นช็อตบังคับให้เดช็องส์ต้องเลือกชิรูด์ลงเป็นตัวจริง มิเช่นนั้นก็ต้องเล่นเป็นระบบ fault nine คือการเล่นในแบบที่ไม่มีกองหน้าตัวเป้ายืนค้ำ เหมือนอย่างที่ทีมชาติสเปนเคยใช้มาแล้วในยุคที่พวกเขารุ่งเรือง ที่ให้เชสก์ ฟาเบรกาสไปเล่นเป็นกองหน้าตัวหลอก ซึ่งอันที่จริงแล้วไม่มีความจำเป็นต้องเล่นวิธีแบบนั้นด้วยซ้ำ ในเมื่อนักเตะกองหน้าของฝรั่งเศสมีตัวเลือกอีกตั้งมากมายที่เป็นกองหน้าตัวเป้าโดยธรรมชาติ ทั้งอเล็กซ็องดร์ ลากาแซ็ตต์ กองหน้าดาวยิงจากอาร์เซน่อล หรือว่าวิสซาม เบน เยดแดร์ กองหน้าตัวเก่งของทีมเซบีญ่าเป็นต้น ที่ก็น่าจะเรียกติดทีมมาเป็นตัวเลือกในการใช้งานด้วย รวมถึงนักเตะอย่างคาริม เบนเซม่า ที่กำลังฟอร์มดีอยู่กับเรอัล มาดริดในเวลานี้ก็ด้วย แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นไปไม่ได้เมื่อดิดิเย่ร์ เดช็องส์ยังเป็นกุนซืออยู่ เนื่องจากคู่นี้นั้นไม่กินเส้นกันมานานแล้ว แต่ตอนนี้กระแสด้านนี้ยังไม่มี เนื่องจากดิดิเย่ร์ เดช็องส์ พึ่งพาทีมคว้าแชมป์โลกมาได้สำเร็จ ทำให้ทุกอย่างถูกลืมไปหมด และเขาทำอะไรตอนนี้ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง