ส่วนที่ขาด หรือส่วนเกิน

   เกิดคำถามขึ้นมากมายในช่วงก่อนเกมที่อาร์เซน่อลจะทำศึกลอนดอน ดาร์บี้ แมตช์ที่จะเล่นที่เอมิเรต สเตเดี้ยมพบกับเวสต์แฮม ยูไนเต็ด ซึ่งก่อนเกมวันนั้นมีข่าวเล็ดลอดออกมาว่าทีม “ปืนใหญ่” ของอูไน อเมรี่ กุนซือคนใหม่ของทีมชาวสเปนจะไม่มีเมซุต โอซิล ยอดเพลย์เมคเกอร์ และจอมสร้างสรรค์โอกาสของทีม ซึ่งมีข่าวออกมาว่ามีอาการป่วยเล็กน้อย และไม่มีชื่ออยู่ในทีมที่จะต้องเตะกับเวสต์แฮมในวันนั้น ซึ่งกอ่หนหน้านี้ในช่วงที่อาร์เซน่อลแพ้ให้กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้นเกมแรก และเกมที่ 2 ที่พ่ายให้กับเชลซี 2-3 ดาวเตะตาปรือวัย 29 ปีก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในเรื่องของความขี้เกียจตามเดิม รวมถึงเรื่องของฟอร์มการเล่นด้วย ที่แทบจะหาดีไม่ได้เลยในช่วง 2 เกมแรก ซึ่งภายหลังมีข่าวกอสซิปออกมาด้วยว่าโอซิลไปมีปัญหากับอูไน อเมรี่ กุนซือวัย 46 ปีของทีมด้วย เนื่องจากไม่พอใจที่บทบาทในทีมของเขานั้นน้อยเกินไป ซึ่งก็ถือว่าเป็นเพียงแค่ข่าวลือเท่านั้น ไม่ได้มีคำพูดออกจากปากของนักเตะแต่อย่างใด ซึ่งอันที่จริงแล้วก่อนที่อูไน อเมรี่จะเข้ามาคุมทีมอาร์เซน่อล เขาเคยได้ให้สัมภาษณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่าเมซุต โอซิลเป็นนักเตะกุนซือวัย 46 ปีอยากร่วมงานมากที่สุดด้วย แต่ข่าวลือที่ออกมากลับสวนทางกันอย่างเห็นได้ชัด

หลังจากที่จะไม่สามารถใช้งานเมซุต โอซิลได้แล้ว ทำให้อูไน อเมรี่ต้องเปลี่ยนแผนการเล่นใหม่ในนัดที่พบกับเวสต์แฮม ยูไนเต็ดทันที โดยการขยับอารอน แรมซี่ย์ขึ้นไปเล่นเป็นมิดฟิลด์ตัวรุกแทน และให้คู่กองกลางอย่างมาเตโอ เก็นดูซี่ และกรานี ชาก้า ทำหน้าที่ตัดเกมไป ส่วนแนวรุกก็ปล่ยอให้แรมซี่ย์เล่นร่วมกับอเล็ก อิโวบี้ และเฮนริค มคิทาร์ยาน ซึ่งถึงแม้ว่าเกมรับจะดูยังมีปัญหาอยู่บ้าง แต่เรื่องของเกมรุกนั้นดูไหลลื่นดีทีเดียว เนื่องจากนักเตะเล่นเกมรุกในสปีดที่เร็วกันหมด ซึ่งจะต่างจากสไตล์ของเมซุต โอซิลอย่างแน่นอน ซึ่งการขาดโอซิลในนัดนี้ไปถือว่าเป็นจุดที่เอามาเปรียบเทียบได้อย่างชัดเจนว่าในระบบการเล่นของอูไน อเมรี่ ที่ไม่มีเมซุต โอซิลเป็นศูนย์กลางในแนวรุกนั้นเป็นอย่างไร และตอนที่มีอดีตดาวเตะทีมชาติเยอรมันแล้วฟอร์มของทีมเป็นอย่างไร ซึ่งสุดท้ายคำถามที่แฟนอาร์เซน่อลสงสัยก็คือเมซุต โอซิลนั้นเป็นส่วนเกินของทีม และระบบการเล่นของอาร์เซน่อล หรือส่วนที่ขาดหายไปของอูไน อเมรี่ในฤดูกาลนี้