ความไม่นิ่งของ “ค้างคาว”

    ทั้งๆ ที่เริ่มต้นฤดูกาลได้อย่างยอดเยี่ยมทีเดียวสำหรับบาเลนเซีย ที่นัดแรกของฤดูกาลพวกเขาเปิดรังเมสตาญ่าตามตีเสมอแอตเลติโก มาดริด ทีมฟอร์มแรงและถูกมองว่าจะได้แย่งแชมป์กับบาร์เซโลน่า และเรอัล มาดริดในฤดูกาลนี้ได้ด้วย 1-1 โดยเป็นการเสมอแบบที่มีโอกาสที่จะเป็นผู้ชนะเสียด้วยซ้ำ แต่ว่าพอเกมถัดมาพวกเขาต้องมาเยือนแคว้นกาตาลุนญ่า เพื่อพบกับเอสปันญ่อล ที่นัดแรกพวกเขาก็บุกไปเสมอกับเซลต้า บีโก้มาได้อย่างสนุก 1-1 แต่ว่านัดนี้ “ค้างคาวไฟ” ก็กลับมาเข้าฟอร์มเดิม คือบุกไปแพ้ให้กับทีม “ตรานกแก้ว” อย่างง่ายดาย 0-2 โดยมาโดนรัวยิงในช่วงครึ่งเวลาหลังภายในระยะเวลาห่างกันเพียง 6 นาทีเท่านั้นพวกเขาเสียถึง 2 ประตูเลยทีเดียว จากฟรีคิกของเอสเตบัน กราเนโร่ อดีตนักเตะของเรอัล มาดริดที่สังหารฟรีคิกชนคาน และบอลผ่านเส้นประตูไปแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นประตูประวัติศาสตร์ด้วย เนื่องจากเป็นประตูแรกในศึกลา ลีก้าสเปนที่ได้ใช้ระบบ VAR ในการตัดสินประตูนี้ เนื่องจากลา ลีก้านั้นเอาระบบ VAR มาใช้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น และไม่ได้นำระบบ Goal line มาใช้ด้วย ซึ่งต้องใช้เวลาซักพักทีเดียวกว่าผู้ตัดสินจะเป่าให้เป็นประตูของเจ้าถิ่นในนาทีที่ 62 และในนาทีที่ 68 บาเลนเซียก็มาโดนเกมสวนกลับของเอสปันญ่อลเล่นงานอีกครั้ง และคราวนี้เป็นบอร์ฆ่า อิเกลเซียส ที่ตามมาเก็บตกยิงประตูเข้าไป ทำให้สกอร์ห่างเป็น 2-0 ทันที

หลังจากนั้นบาเลนเซียเกือบจะต้องเสียประตูที่ 3 อีกหลายครั้งทีเดียว ก่อนที่เกมของพวกเขาจะเริ่มมาดีขึ้นในช่วง 10 นาทีสุดท้าย ตอนที่มาร์เซลิโน่ การ์เซีย โตรัล กุนซือหนุ่มของทีมส่งมิชี่ บาตชัวญี่ กองหน้าทีมชาติเบลเยี่ยมลงสนามมา ทำให้เกมรุกของทีมมีความดุดันมากขึ้น และเกือบจะหาโอกาสจบสกอร์ได้หลายครั้ง แต่ว่าจังหวะสุดท้ายพวกเขากลับไม่นิ่งพอ ทำให้โอกาสในการทำประตูหลุดลอยไปตลอด ทั้งๆ ที่พวกเขามีแนวรุกที่ยอดเยี่ยมในเรื่องของชื่อชั้นทีเดียว ทั้งโรดริโก้ โมเรโน่ ซานติ มิน่า เกวิน กาเมโร่ และเดนิส เชริเชฟด้วย แต่กลับไม่สามารถช่วยทำประตูในเกมนี้ได้เลย และสุดท้ายพวกเขาต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไปในที่สุด ซึ่งตลอด 90 นาที บาเลนเซียสามารถยิงตรงกรอบได้เพียงแค่ 4 ครั้งเท่านั้น จากโอกาสในการยิงทั้งหมดถึง 16 ครั้ง ซึ่งมันบ่งบอกได้ถึงการมีปัญหาในจังหวะสุดท้ายนั่นเอง ที่พวกเขาไม่มีวามเฉียบขาดมากเพียงพอในนัดนี้