บานาฮิลล์ แหล่งท่องเที่ยวสุดชิคฉายายุโรปแห่งเอเชียตะวันออก

 

เช็คเลย คนไทยเดินทางเข้าประเทศไหนบ้าง โดยไม่ต้องขอวีซ่า

หลายคนที่ชอบเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ สิ่งหนึ่งที่สำคัญคงหนีไม่พ้น หนังสือเดินทาง หรือ พาสปอตร์ เพื่อนำไปยืนยันว่าเรามีตัวตนในประเทศของเราจริงๆ เพราะหากลืมหนังสือเดินทางเราก็จะไม่ได้เข้าประเทศนั้นๆ นอกจากไม่ได้เที่ยวแล้วบางประเทศอาจพาเราเข้าห้องเย็นไม่รู้ตัวก็ได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดของการเดินทางไปต่างประเทศคือ พาสปอตร์ อ๊ะแต่เดี๋ยวก่อน อย่าคิดว่ามีหนังสือเดินทางแล้วจะเข้าประเทศนั้นๆได้เลยนะ สำหรับหนังสือเดินทางของประเทศไทย บางประเทศก็ฟรีวีซ่าให้กับคนไทย บางประเทศเราต้องทำเรื่องขอวีซ่าเข้าประเทศที่เราเดินทางไป เรามาดูกันว่าวีซ่ามีความสำคัญอย่างไรและทำไมต้องขอวีซ่า

วีซ่า คืออะไร

วีซ่า (Visa) คือเอกสารสำคัญอย่างหนึ่งสำหรับการเดินทางเข้าไปยังต่างประเทศ ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เราผ่านเข้าไปเยือนประเทศที่เราเดินทางไป วีซ่าเปรียบเสมือนใบอนุญาตผ่านเข้าเมืองซึ่งมีทั้ง ตรายางประทับ, สติกเกอร์สัญลักษณ์ หรือ เอกสารสำคัญที่แนบไปกับหนังสือเดินทาง ซึ่งจะมีความแตกต่างกันตามกฎระเบียบแต่ละประเทศ และ ข้อตกลงระหว่างประเทศ บางประเทศเป็นเพียงตราประทับวีซ่าบนหนังสือเดินทางซึ่งจะได้ตราประทับเมื่อถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองในสนามบินของประเทศเหล่านั้น ซึ่งจะเรียกประเภทวีซ่านี้ว่า ฟรีวีซ่า สำหรับบางประเทศต้องทำเอกสารขอวีซ่าโดยต้องดำเนินการขอวีซ่าก่อนเดินทางไปต่างประเทศที่ขอวีซ่าเข้าประเทศซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายขอเอกสาร

ประเทศไหนบ้างที่ฟรีวีซ่าสำหรับคนไทย

ปัจจุบันประเทศที่คนไทยสามารถเดินทางเข้าประเทศนั้นโดยไม่ต้องทำเรื่องขอเอกสารวีซ่า เพียงถือหนังสือเดินทางประเทศไทยเท่านั้นมีจำนวน 30 ประเทศทั่วโลกทั้งนี้แต่ละประเทศก็มีข้อตกลงจำนวนวันที่อาศัยต่างกันไป แบ่งออกเป็นแต่ละทวีปดังนี้

– เอเชียตะวันออก ได้แก่ เกาหลีใต้ (90 วัน), ญี่ปุ่น (15 วัน), ไต้หวัน (30 วัน), มองโกเลีย (30 วัน), ฮ่องกง (30 วัน)

– เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (AEC) ได้แก่ อินโดนีเซีย (30 วัน), สิงคโปร์ (30 วัน), เวียดนาม (30 วัน), ลาว (30 วัน), เมียร์มาร์ (14 วัน), ฟิลิปปินส์ (30 วัน), มาเลเซีย (30 วัน), บูรไน (14 วัน), กัมพูชา (14 วัน)

– เอเชียตะวันออกกลาง ได้แก่ กาตาร์ (30 วัน), บาห์เรน (14 วัน)

– หมู่เกาะมหาสมุทรอินเดีย ได้แก่ เชเซลล์ (30 วัน), มัลดีฟส์ (30 วัน)

– หมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก ได้แก่ วานูอาตู (30 วัน)

– ทวีปยุโรป ได้แก่ จอร์เจีย (1 ปี), ตุรกี (30 วัน), รัสเซีย (30 วัน)

– ทวีปอเมริกากลางและอเมริกาใต้ ได้แก่ ชิลี (90 วัน), บราซิล (90 วัน), ปานามา (180 วัน), เปรู (90 วัน), อาร์เจนติน่า (90 วัน), เอกวาดอร์ (90 วัน)

แม้ว่าประเทศที่ฟรีวีซ่าคนไทย สามารถเดินทางไปยังประเทศเหล่านี้ได้โดยถือเล่มพาสปอตร์เท่านั้น แต่ก็มีข้อจำกัดอีกอย่างคือ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของประเทศนั้นๆ มีสิทธิ์ไม่ปั้มตราประทับวิซ่าให้ได้หากสงสัยว่าคุณมีพฤติกรรมแนวโน้มหลบหนีเข้าเมืองหรือเข้าประเทศอย่างผิดกฏหมาย ดังนั้นหากต้องเที่ยวต่างประเทศอย่างสบายใจควรปฏิบัติตัวให้เหมาะสมนะครับ

เฮือกสุดท้ายของจอห์น เทอร์รี่

   จอห์น เทอร์รี่ ถือว่าเป็นปราการหลังที่แข็งแกร่งที่สุดคนหนึ่งของยุคที่เขาเติบโตขึ้นมาเลยก็ว่าได้ โดยเขาเริ่มเป็นที่รู้จักตอนย้ายจากเวสต์แฮม ยูไนเต็ด มาอยู่ในทีมเยาวชนของเชลซีเมื่อปี 1995 ซึ่งตอนนั้นเขาพึ่งมีอายุแค่ประมาณ 14 ปีเท่านั้น และหลังจากสั่งสมประสบการณ์และความสามารถอยู่ประมาณ 3-4 ปี จอห์น เทอร์รี่ก็ได้ก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ในช่วงปลายทศวรรษที่ 90 พอดี แต่ตอนที่ทุกคนเริ่มรู้จักเขาก็คือตอนที่มีเคลาดิโอ รานิเอรี่คุมทีมอยูนั่นเอง แต่ว่าเขามาโดดเด่น และประสบความสำเร็จมากที่สุดก็คือตอนที่มีโชเซ่ มูรินโญ่ ผู้จัดการทีมชาวโปรตุกีสเข้ามาเป็นนายใหญ่แห่งถิ่นสแตนฟอร์ด บริดจ์เมื่อปี 2004 โดยเขาได้เล่นจับคู่กับริคาร์โด คาร์วัลโญ่ ปราการหลังทีมชาติโปรตุเกสที่มูรินโญ่ดึงตามมาจากเอฟซี ปอร์โต้ด้วย ซึ่ง 2 กองหลังสร้างความสำเร็จให้กับเชลซีอย่างมากมาย ซึ่งสุดท้ายแล้วเขาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ถึง 5 สมัย และแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกอีก 1 สมัยในปี 2012 ซึ่งเป็นการแก้ตัวได้สำเร็จ หลังจากที่เขาเป็นคนยิงจุดโทษคนสุดท้ายพลาดในนัดชิงชนะเลิศที่แพ้จุดโทษให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่กรุงมอสโกวในปี 2008 ซึ่งถือว่าเป็นตราบาปเดียวในอาชีพการค้าแข้งของเขาเลยก็ว่าได้

หลังจากที่ย้ายออกจากเชลซีในปี 2017 แล้ว จอห์นเ เทอร์รี่ ก็เลือกที่จะเซ็นต์สัญญากับแอสตัน วิลล่า ทีมในระดับแชมเปี้ยนชิป เพื่อหวังจะช่วยทีมเลื่อนชั้นกลับสู่พรีเมียร์ลีกให้ได้ แต่ว่าสุดท้ายแล้วก็ทำได้เพียงแค่รอบชิงชนะเลิศของรอบเพลย์ ออฟ เท่านั้น เมื่อไปแพ้ให้กับฟูแล่ม 0-1 และหลังจากหมดสัญญากองหลังวัย 37 ปีก็เลือกที่จะไม่ต่อสัญญาอยู่ในถิ่นวิลล่า ปาร์คต่อ และเขาก้ไม่ได้มีการประกาศแขวนสตั๊ดเลิกเล่นแต่อย่างใด ทำให้สุดท้ายมีข่าวว่าสตีฟ บรูซ กุนซือของทีม “สิงห์ผยอง” แอสตัน วิลล่า ต้องการจะดึงตัวกลับมาร่วมทีม เพื่อช่วยแก้ปัญหาแนวรับที่เสียประตูทุกนัดในฤดูกาลนี้ ซึ่งตอนแรกดูเหมือนว่าเทอร์รี่จะเลือกกลับไปช่วยอีกครั้ง แต่ว่าล่าสุดมีทางสปาร์ตัค มอสโกว ทีมชั้นนำจากประเทศรัสเซียได้ยื่นข้อเสนอเข้ามา ซึ่งเป็นการแนะนำจากอันโตนิโอ คอนเต้ ที่เคยร่วมงานกับมัสซิโม่ คาร์เรร่า กุนซือของทีมมาก่อนที่ยูเวนตุส โดยเทอร์รี่จะได้รับค่าเหนื่อย 2 ล้านยูโรในการเซ็นต์สัญญา 1 ปี ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นการเล่นฟุตบอลอาชีพฤดูกาลสุดท้ายของตำนานกองหลังของเชลซีรายนี้แล้วด้วย

จุดอ่อนเดียวของทัพ “ตราไก่”

    ถึงแม้ว่าทีมชาติฝรั่งเศสในยุคการคุมทีมของดิดิเย่ร์ เดช็องส์ กุนซือวัย 50 ปีจะประสบความสำเร็จในการคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกมาครองได้สำเร็จเมื่อกลางปีที่ผ่านมาก็ตาม แต่ทีมของพวกเขาก็ถือว่ายังมีจุดอ่อนให้เห็น และเป็นจุดที่พวกเขาโดนแฟนบอลชาติอื่นล้อเลียนมาตลอดทัวร์นาเม้นต์ก็คือการที่พวกเขาขาดกองหน้าในการจบสกอร์นั่นเอง ซึ่งตอนนี้พลพรรค “ตราไก่” ใช้โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ กองหน้าร่างใหญ่จากเชลซีเป็นกองหน้าตัวเป้า ซึ่งเป็นมาตั้งแต่ในช่วงฟุตบอลโลกที่ผ่านมาแล้วด้วย แต่ว่าผลงานของเขากลับไม่ดีเอาเสียเลย เมื่อกองหน้ารูปหล่อวัย 32 ปีรายนี้ที่ได้ชื่อว่าเป็นกองหน้าแชมป์โลกก็ตาม แต่กลับไม่สามารถช่วยทีมทำประตูได้เลย และยิ่งไปกว่านั้นจากสถิติที่ออกมาในช่วงฟุตบอลโลก โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ไม่เคยยิงบอลตรงกรอบใส่คู่แข่งแม้แต่ครั้งเดียวเลยด้วยซ้ำ ทำให้ทีมชาติฝรั่งเศสยังอาจจะไปไม่ได้ไกลกว่านี้ หากว่ายังไม่สามารถแก้ปัญหากองหน้าตัวเป้าของทีมได้

ผู้เล่นชุดล่าสุดที่ทางดิดิเย่ร์ เดช็องส์ เรียกติดทีมชุดที่จะทำศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีกพบกับทีมชาติเยอรมัน และทีมชาติฮอลแลนด์นั้นมีนักเตะที่สามารถเล่นกองหน้าตัวเป้าได้เพียงแค่คนเดียวเท่านั้นคือโอลิวิเยร์ ชิรูด์ ซึ่งมันทำให้เป็นช็อตบังคับให้เดช็องส์ต้องเลือกชิรูด์ลงเป็นตัวจริง มิเช่นนั้นก็ต้องเล่นเป็นระบบ fault nine คือการเล่นในแบบที่ไม่มีกองหน้าตัวเป้ายืนค้ำ เหมือนอย่างที่ทีมชาติสเปนเคยใช้มาแล้วในยุคที่พวกเขารุ่งเรือง ที่ให้เชสก์ ฟาเบรกาสไปเล่นเป็นกองหน้าตัวหลอก ซึ่งอันที่จริงแล้วไม่มีความจำเป็นต้องเล่นวิธีแบบนั้นด้วยซ้ำ ในเมื่อนักเตะกองหน้าของฝรั่งเศสมีตัวเลือกอีกตั้งมากมายที่เป็นกองหน้าตัวเป้าโดยธรรมชาติ ทั้งอเล็กซ็องดร์ ลากาแซ็ตต์ กองหน้าดาวยิงจากอาร์เซน่อล หรือว่าวิสซาม เบน เยดแดร์ กองหน้าตัวเก่งของทีมเซบีญ่าเป็นต้น ที่ก็น่าจะเรียกติดทีมมาเป็นตัวเลือกในการใช้งานด้วย รวมถึงนักเตะอย่างคาริม เบนเซม่า ที่กำลังฟอร์มดีอยู่กับเรอัล มาดริดในเวลานี้ก็ด้วย แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นไปไม่ได้เมื่อดิดิเย่ร์ เดช็องส์ยังเป็นกุนซืออยู่ เนื่องจากคู่นี้นั้นไม่กินเส้นกันมานานแล้ว แต่ตอนนี้กระแสด้านนี้ยังไม่มี เนื่องจากดิดิเย่ร์ เดช็องส์ พึ่งพาทีมคว้าแชมป์โลกมาได้สำเร็จ ทำให้ทุกอย่างถูกลืมไปหมด และเขาทำอะไรตอนนี้ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

5 ซีรี่ย์สร้างจากหนังสือสุดฮิต สู่ ตัวละครบนจอโทรทัศน์

   หากคุณเป็นคนชื่นชอบการชมภาพยนตร์หรือซีรี่ย์ทางโทรทัศน์ ส่วนใหญ่จะเห็นว่าซีรี่ย์บางเรื่องได้รับการดัดแปลงจากนิยายชื่อดังหลากหลายแนว บางเรื่องสร้างตรงตามบทประพันธ์ บางเรื่องมีดัดแปลงเนื้อหาให้มีความแตกต่างจากนิยาย สำหรับคนที่ไม่เคยอ่านนิยายต้นฉบับคงไม่ซีเรียส บางคนที่อ่านมาแล้วอาจถูกใจบ้าง ไม่ถูกใจบ้าง เราขอแนะนำ 5 ซีรี่ย์ยอดฮิตที่สร้างจากนิยายมีเรื่องใดบ้างไปชมกันเลย

ANNE WITH AN E ซีรี่ย์แนวครอบครัวดัดแปลงจากวรรณกรรมเยาวชนชื่อ Anne of Green Gables ออกอากาศทางเว็บ Netflix เรื่องราวของเด็กหญิงกำพร้าชื่อ แอนน์ ได้รับการอุปการะจากสองพี่น้อง แมทธิวและมาริลลา คัทเบิร์ต ในช่วงแรกเธอต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมรวมถึงครอบครัวใหม่ของเธอ แอนน์ มีนิสัยที่ประหลาด เป็นคนช่างคิดช่างจินตนาการ ด้วยความสดใสของเธอมันเปลี่ยนแปลงผู้คนรอบตัวของเธอให้เห็นความหมายของชีวิตมากขึ้น

Orange Is the New Black ซีรี่ย์แนวคุกหญิงหลากหลายอารมณ์ สร้างจากประสบการณ์จริงของ ไพเพอร์ เคอร์แมน ที่เธอถูกตัดสินโทษจำคุกเป็นเวลา 1 ปีกว่าๆ หลังจากพ้นโทษเธอนำประสบการณ์ในเรือนจำมาเขียนเป็นหนังสือชื่อว่า Orange Is the New Black: My Year in a Women’s Prison แถมยังได้รับเสียงตอบรับจากแฟนหนังสือจน Netflix ซื้อลิขสิทธิ์มาสร้างเป็นซีรี่ย์ปัจจุบันซีรี่ย์ออกอากาศไปแล้ว 6 ซีซั่น ถ่ายทอดผ่านตัวละคร ไพเพอร์ แชปแมน นักโทษหญิงที่จะพาผู้ชมเข้าสู่โลกของเรือนจำตั้งแต่ก้าวแรก และจะได้เห็นชีวิตอีกด้านหนึ่งในเรือนจำ

SOTUS The Series ซีรี่ย์ไทยสายวายที่ประสบความสำเร็จมากเรื่องหนึ่ง สร้างจากนิยายสุดโด่งในเว็บไซต์ก่อนนำมาลงจอให้ชมกัน แถมกระแสตอบรับก็ดีพอๆกับนิยายจนต้องมีการสร้างภาคต่อตามมาอีก SOTUS The Series ได้แรงบันดาลใจจากประเพณีการรับน้องของมหาวิทยาลัย ผ่านตัวละครพี่ว้ากปี 3 กับ น้องปี 1 ที่ความสัมพันธ์จากรุ่นพี่รุ่นน้องกลายเป็นคนรัก

Dae Jang-Guem  แดจังกึม ชื่อนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักเพราะนี่คือซีรี่ย์เกาหลีที่โด่งดังทั่วเอเชีย แดจังกึม สร้างจากหนังสือชื่อเดียวกันโดย Yu Min Ju โดยอิงประวัติศาสตร์ของหญิงสาวชื่อ แดจังกึม ที่เชื่อว่าเป็นหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ของเกาหลี ที่มีความสามารถในการปรุงอาหารชั้นเลิศภายในวังหลวงรวมถึงเธอยังเป็นแพทย์รักษาอาการเจ็บป่วยให้เชื้อพระวงศ์ มีความสามารถการปรุงยาสมุนไพร ทำให้เธอกลายเป็นหมอหญิงที่มีชื่อเสียงที่สุดในประวัติศาสตร์

Mindhunter ซีรี่ย์แนวอาชญกรรมสืบสวน สอบสวน จากหนังสือ Mindhunter: Inside the FBI’s Elite Serial Crime Unit ของ จอห์น อี. ดั๊กลาส และมาร์ก โอลเชคเกอร์ สร้างประสบการณ์จริงของผู้เขียน จอห์น ดั๊กลาส สายสืบ FBI กับการไขคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญ ซีรี่ย์จะไปพาผู้ชมล้วงลึกจิตใจอันดำมืดของฆาตกรที่นอกจากบทที่เข้มข้นแล้วยังสอดแทรกจิตวิทยาเข้าไปอีกด้วย

 

ทีมแห่งอนาคตของอังกฤษ

    หลังจากที่ทีมชาติอังกฤษทำผลงานได้ดีเกินคาดในศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซียเป็นเจ้าภาพเมื่อกลางปีที่ผ่านมา ภายใต้การคุมทีมของแกเร็ธ เซาธ์เกต กุนซือหนุ่มวัย 48 ปี ซึ่งตอนแรกแฟนบอลของทีมชาติอังกฤษไม่ได้คาดหวังกับทีมชุดนี้ในศึกฟุตบอลโลกครั้งล่าสุดด้วยซ้ำ เนื่องจากนักเตะส่วนใหญ่ที่ถูกเรียกติดทีม 23 คน มีนักเตะที่เป็นดาวรุ่งหลายคน และมีนักเตะที่เป็นตัวเก๋าประครองทีมไปเพียง 3 คนเท่านั้น คือแกรี่ เคฮิลล์ กองหลังจากเชลซี เจมี่ วาร์ดี้ กองหน้าวัย 31 ปีจากเลสเตอร์ ซิตี้ และแอชลี่ย์ ยัง แบ็คของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งล่าสุด 2 รายแรกได้ประกาศเลิกเล่นให้กับทีมชาติอังกฤษไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วย ซึ่งจะเหลือแต่แอชลี่ย์ ยังเท่านั้นที่ยังไม่ได้ประกาศเลิกเล่นแต่อย่างใด แต่ในการเรียกตัวครั้งล่าสุดของกุนซือทีม “สิงโตคำราม” ที่จะมีโปรแกรมเตะอุ่นเครื่องในศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีกที่จะพบกับทีมชาติสเปนนั้น ก็ไม่ได้มีการเรียกตัวอดีตดาวเตะของวัตฟอร์ด และแอสตัน วิลล่าติดทีมแต่อย่างใด โดยเซาธ์เกตไปเลือกทางลุค ชอว์ แบ็คซ้ายที่ฟอร์มเด่นจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมาแทน ทำให้ 22 นักเตะชุดล่าสุดที่ทีมชาติอังกฤษเรียกมาไม่มีนักเตะที่อายุเกิน 30 ปีอยู่ในทีมเลย ซึ่งนักเตะที่แก่ที่สุดในทีมชุดนี้คือไคลย์ วอร์คเกอร์ แดนนี่ โรส จอร์แดน เฮนเดอร์สัน และฟาเบียน เดลป์ ที่มีอายุ 28 ปีเท่ากัน ซึ่งจะเรียกว่าเป็นทีมแห่งอนาคตก็ว่าได้ เพราะในอีก 2 ปีข้างหน้าที่จะมีศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือยูโร 2020 นั้น นักเตะชุดนี้เต็มที่ก็จะอายุแค่ 30 ปีเท่านั้น ซึ่งถือว่ากำลังอยู่ในช่วงพีคของการเล่นด้วยซ้ำ หากว่ารักษาสภาพร่างกายให้ดี

การเรียกตัวผู้เล่นของแกเร็ธ เซาธ์เกตในครั้งนี้เหมือนว่าเขาต้องการที่จะต่อยอดผู้เล่นชุดนี้ให้มีความกลมเกลียวแน่นแฟ้น และเข้าขารู้ใจกันมากขึ้น และเตรียมตัวสำหรับฟุตบอลยูโรรอบคัดเลือกในปีหน้าด้วย จึงไม่ได้มีการทดลองเรียกนักเตะใหม่เข้ามาลองใช้งานเลย ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายทีเดียว เพราะนักเตะอังกฤษยุคนี้ กำลังก้าวขึ้นมามีอนาคตหลายคนทีเดียว เนื่องจากเมื่อปีที่แล้วพวกเขาสามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้ทั้งชุดยู 17 และยู 20 เลยทีเดียว แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีนักเตะจากทีมชุดนั้นขึ้นมาซักราย ซึ่งนักเตะคนล่าสุดที่ได้โอกาสเรียกติดทีมชุดนี้ก็คือโจ โกเมซ กองหลังดาวรุ่งที่ทำผลงานได้ดีกับลิเวอร์พูลในช่วงต้นฤดูกาล

 

ดาวรุ่งน่าจับตามอง : อดาม่า ตราโอเร่

    อดาม่า ตราโอเร่ ถึงแม้ว่าชื่อจะไม่เหมือนคนยุโรปก็ตาม แต่ว่าเขาถือว่าเป็นนักเตะผิวสีที่เกิดที่ประเทศสเปน และเข้าสู่ทีมเยาวชนของบาร์เซโลน่าตั้งแต่ปี 2004 ซึ่งตอนนั้นเขาพึ่งมีอายุแค่ 8 ขวบเท่านั้น และฝึกกับศูนย์ฝึกของบาร์เซโลน่าที่ลา มาร์เซียอันโด่งดังเกือบ 10 ปี จากนั้นเขาก็ได้ก้าวขึ้นสู่ทีมชุดเบ ในปี 2013 ซึ่งตอนนั้นเขาอายุได้ 17 ปี และก็เป็นตัวหลักของบาร์เซโลน่า เบ อยู่ประมาณ 2 ฤดูกาล และได้มีโอกาสลงสนามให้กับบาร์เซโลน่าชุดใหญ่ 1 นัดด้วย แต่ทีม “เจ้าบุญทุ่ม” มองว่าเจ้าหนูรายนี้ไม่ได้ตามมาตรฐานของพวกเขา จึงทำการปล่อยออกจากทีมไปให้กับแอสตัน วิลล่าในราคา 10 ล้านยูโร ในเดือนสิงหาคม 2015 ในยุคการคุมทีมของทิม เชอร์วู๊ด แต่ในฤดูกาลนั้นแอสตัน วิลล่าก็เปลี่ยนกุนซือหลายคนทีเดียว ทำให้เขาได้รับโอกาสลงสนามแค่ไม่กี่นัดเท่านั้น ทำให้ช่วงปิดฤดูกาลต่อมาก็ถูกมิดเดิ้ลสโบรท์คว้าตัวไปร่วมทีม ซึ่งมีไอตอร์ การานก้า กุนซือชาวสเปนคุมทีมอยู่ ซึ่งเขามาทำผลงานได้อย่างโดดเด่นกับมิดเดิ้ลสโบรท์ ทั้ง 2 ฤดูกาล ทั้งในฤดูกาลที่แล้วที่มีโทนี่ พิวลิส คุมทีมด้วย

อดาม่า ตราโอเร่ ปัจจุบันยังเป็นนักเตะดาวรุ่งในวัย 22 ปีที่ย้ายมาอยู่กับวูล์ฟส์แฮมตัน วันเดอร์เรอร์สในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ ซึ่งเขามีจุดเด่นที่การลากเลื้อยและความเร็วจัด ซึ่งสถิติการลากเลื้อยของเขานั้นไม่เป็นสองรองใคร โดยเมื่อฤดูกาลที่แล้วเขาเป็นจอมลากเลื้อย และมีสถิติเลี้ยงหลบคู่แข่งมากที่สุดในแชมเปี้ยนชิป โดยทำให้เกือบ 300 ครั้งตลอดฤดูกาล ซึ่งมากกว่าอันดับ 2 ถึงเกือบ 1 เท่าตัวเลยทีเดียว ซึ่งบางคนอาจจะมองว่าเพราะเป็นลีกรองด้วย อาจจะทำให้เขาเลี้ยงกินตัวได้บ่อยครั้ง แต่หากว่ามาดูสถิติในช่วงต้นฤดูกาลนี้ สถิติของเขาในการเลี้ยงกินตัวก็ถือว่าสุดยอดเช่นกัน โดยตอนนี้เขามีสถิติเป็นรองแค่เพียงเอแดน อาซาร์ เพลย์เมคเกอร์ระดับโลกของเชลซีคนเดียวเท่านั้นในยอดรวม แต่หากว่าเอาค่าเฉลี่ยจากเวลาที่ลงสนาม อดาม่า ตราโอเร่ ถือว่ามีค่าเฉลี่ยที่ดีที่สุด และนัดล่าสุดเขาก็เป็นคนทำประตูชัยให้กับวูล์ฟส์แฮมตัน วันเดอร์เรอร์สในนัดที่บุกเอาชนะเวสต์แฮม ยูไนเต็ดได้ถึงถิ่น 1-0 ด้วย ซึ่งถือว่าเป็นชัยชนะนัดแรกของทีมน้องใหม่ในฤดูกาลนี้ และทำให้ทีมมีสถานการณ์ที่ดีขึ้น ซึ่งต่อไปเขาน่าจะโดดเด่นขึ้นเรื่อยๆนับจากนี้

“สิงห์” นอกสายตา

  หลังจากที่อันโตนิโอ คอนเต้ กุนซือชาวอิตาเลี่ยนคนก่อนทำเชลซีจบได้เพียงอันดับที่ 5 ของพรีเมียร์ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ทำให้ฤดูกาลนี้เชลซีต้องตกไปเป็นเต็ง 5 ที่จะมีโอกาสคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ เนื่องจากหตุผลหลายประการ ทั้งการเปลี่ยนกุนซือใหม่มาเป็นเมาริซิโอ ซาร์รี่ กุนซือคนใหม่ชาวอิตาเลี่ยนที่ไม่เคยทำงานนอกประเทศมาก่อนด้วย ถึงแม้ว่าจะได้รับคำชมอย่างมากมายในการคุมทีมนาโปลีในช่วง 3 ฤดูกาลที่ผ่านมา รวมถึงด้านการจัดการและการวางแผนงานด้วย เมื่อบอร์ดบริหารได้ทำการไล่กุนซือคนเก่าออกจากทีมช้า ทำให้กุนซือคนใหม่วัย 59 ปีก็ได้เวลาในการทำทีมช้าลงไปด้วย รวมถึงพวกเขายังมีปัญหาในการซื้อตัวนักเตะมาร่วมทีมด้วย และต้องเสียนักเตะตัวหลักอย่างธิบอต์ กูร์ตัวส์ออกจากทีมไปอีก ทำให้ถูกมองว่าเชลซีไม่พร้อมที่จะทำการแย่งแชมป์ในฤดูกาลนี้ได้

แต่พอเริ่มฤดูกาลพรีเมียร์ลีกไปแล้ว 4 นัด เชลซียังคงเป็น 1 ใน 3 ทีมที่ยังสามารถเก็บชัยชนะได้ทั้งหมด 4 นัด ร่วมกับลิเวอร์พูล และวัตฟอร์ด ทำให้พวกเขากลายเป็นทีมรองจ่าฝูงก่อนที่จะทำการเบรคพักให้ช่วงเวลากับทีมชาติด้วย ซึ่งถือว่าเชลซียุคใหม่ภายใต้การคุมทีมของเมาริซิโอ ซาร์รี่ ถือว่าทำผลงานได้ดีเกินคาดทีเดียว โดยเฉพาะการครองบอล และการส่งผ่านบอลที่พวกเขาครองเกมได้เหนือกว่าคู่แข่งอยู่ตลอด เมื่อพวกเขามี 3 กองกลางที่ยอดเยี่ยมในฤดูกาลนี้ ที่ประกอบไปได้เอ็นโกโล่ ก็องเต้ กองกลางตัวตัดเกมชั้นยอดที่ฤดูกาลนี้ถูกเปลี่ยนบทบาทที่ต้องมาเล่นเกมรุกมากขึ้นด้วย และ 2 นักเตะใหม่อย่างจอร์จินโญ่ กองกลางทีมชาติอิตาลีที่เมาริซิโอ ซาร์รี่ รีเควสบอร์ดบริหารให้ดึงตัวตามมาจากนาโปลีด้วย ส่วนอีกรายก็คือมาเตโอ โควาซิช กองกลางทีมชาติโครเอเชียที่ทีมไปยืมตัวมาจากเรอัล มาดริด หลังจากที่ทนนั่งเป็นตัวสำรองในถิ่นซานติอาโก้ เบอร์นาเบวไม่ไหว

ทีม “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซีถูกมองว่าเป็นม้านอกสายตาในฤดูกาลนี้ เนื่องจากว่าถึงแม้ว่าเมาริซิโอ ซาร์รี่จะทำผลงานได้ดีกับนาโปลี แต่ว่าเขาก็ไม่สามารถทำให้ทีมได้แชมป์ได้ใน 3 ฤดูกาลที่ผ่านมา ซึ่งยังถือว่าเป็นข้อกังขาของกุนซือวัย 59 ปีอยู่ เช่นเดียวกับเมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ กุนซือชาวอาร์เจนไตน์ของท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์สนั่นเอง ที่ก็ถูกยอมรับในผลงานของทีมเช่นกัน แต่ถือว่ายังไม่มีประสิทธิผลให้เห็นเป็นรูปธรรม

แนวรับที่ยังเป็นบ่อ

    อูไน อเมรี่ กุนซือชาวสเปนของอาร์เซน่อลที่เข้ามารับงานคุมทีมเมื่อช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมา ยังถือว่ามีปัญหาที่เขาต้องแก้โดยด่วน ถึงแม้ว่ากุนซือวัย 46 ปีจะสามารถทำทีมเก็บ 3 คะแนนเต็มได้ 2 นัดติดต่อกันก็ตาม จากการเอาชนะเวสต์แฮม ยูไนเต็ด 3-1 และบุกไปเอาชนะคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ได้ 2-0 ซึ่งทำให้สถานการณ์ของทีมนั้นดีขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านี้พวกเขาออกสตาร์ตฤดูกาลด้วยการแพ้ 2 นัดรวดต่อ 2 ทีมใหญ่อย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้แล้วเชลซี

จุดที่อดีตกุนซือของเซบีญ่า และปารีส แซงต์ แชร์กแมงต้องรีบทำการแก้ไขโดยเร็วที่สุดเลยก็คือปัยหาในเรื่องของแนวรับนั่นเอง ซึ่ง 4 นัดที่ผ่านมาของฤดูกาล อาร์เซน่อลต้องเสียประตูให้กับคู่แข่งทุกนัด ซึ่งการเสียประตูให้กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และเชลซีนั้นมันเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะทีมเหล่านั้นมีแนวรุกที่เฉียบขาด และอันตรายในทุกๆ ด้าน แต่การเสียประตูให้กับเวสต์แฮมในนัดที่พวกเขาเอาชนะไปได้ 3-1 นั้น เกมรับของอาร์เซน่อลทำผลงานได้ไม่ดี และควรจะเสียประตูมากกว่านี้ด้วยซ้ำ โดยเฉพาะในช่วงครึ่งเวลาแรก ที่ทีมเยือนอย่างเวสต์แฮมบุกขึ้นมาแต่ละทีมนั้นอันตราย และกองหลังของอาร์เซน่อลนั้นหยุดไม่ค่อยอยู่ และในนัดล่าสุดที่พวกเขาบุกไปเฉือนเอาชนะคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ได้ 2-3 นั้นเห็นได้ชัดว่าปัญหาแนวรับนั้นเริ่มชัดเจนขึ้นทันที ซึ่งก่อนหน้านี้คาร์ดิฟฟ์ยังไม่สามารถยิงประตูใครได้เลยใน 3 นัดแรกของฤดูกาล แม้แต่กับนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ดที่เหลือผู้เล่นเพียง 10 คนกว่าครึ่งชั่วโมงก็ตาม แต่กลับมายิงอาร์เซน่อลได้ถึง 2 ประตู ซึ่งมันบ่งบอกได้ชัดเจนว่าแนวรับของอาร์เซน่อลมีปัญหามาก ทั้งในตำแหน่งคู่ปราการหลังตัวกลาง รวมถึงกองกลางตัวรับด้วยที่ไม่สามารถตัดบอลได้ก่อนที่บอลจะเข้าเขตโทษ ซึ่งส่วนนี้เหมือนว่าอูไน อเมรี่กำลังปรับทีมเพื่อหาความลงตัวอยู่ โดยเฉพาะกองกลางตัวรับที่เหมือนว่ากรานิค ชาก้า จะยังไม่ดีพอสำหรับการตัดเกม ซึ่งมีกระแสเชียร์ให้กุนซือคนใหม่ลองใช้ลูคัส ตอร์ไรร่า กองกลางตัวรับพันธ์แท้ชาวอุรุกวัยดูบ้าง ซึ่งสถิติในการตัดเกมของกองกลางร่างเล็กรายนี้นั้นเป็นระดับท็อปของศึกกัลโช่ เซเรีย อาในช่วง 2 ฤดูกาลที่ผ่านมาเลยทีเดียว แต่ในส่วนของปราการหลังตัวกลางดูเหมือนว่าจะไม่มีใครที่ดีไปกว่าโซคราติส ปาปาสตาโธปูลอส กับซโครดาน มุสตาฟี่แล้ว ซึ่งคงต้องดูว่าหลังจากนี้อูไน อเมรี่จะมีวิธีการแก้แนวรับของทีมอย่างไร และจะดีขึ้นหรือไม่ คงต้องดูกึ๋นของกุนซือหนุ่มรายนี้กัน

 

รอดจนได้

    สิ่งที่นักกีฬาอาชีพของเกาหลีใต้กลัวที่สุดก็คือการที่ต้องไปรับใช้ชาติด้วยการเข้ากรมฝึกทหารเป็นเวลาเกือบ 2 ปีนั่นเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ชายชาวเกาหลีใต้ทุกคนต่างต้องปฏิบัติทั้งนั้น โดยมีข้อยกเว้นเพียงไม่กี่ประการเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่ว่านักกีฬาอาชีพเหล่านั้นไม่อยากที่จะทำตามกฏ หรือไม่อยากที่จะเป็นทหารแต่อย่างใด แต่มันจะทำให้พวกเขาต้องเสียโอกาส และเสียเวลาไปถึง 2 ปีเลยทีเดียวกับอนาคตของพวกเขาในกีฬานั้นๆ ซึ่งก่อนหน้านี้ซน ฮองมิน กองหน้าทีมชาติเกาหลีใต้ของท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์เป็นกังวัลอย่างมาก เนื่องจากเขาอายุ 26 ปีแล้ว ซึ่งจะถึงเกณฑ์ที่จะรับใช้ชาติอีกเพียง 2 ปีเท่านั้น ทำให้กองหน้าจากทีม “ไก่เดือยทอง” ต้องขออนุญาตสโมสรมาทำการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยน เกมส์ที่ประเทศอินโดนีเซียเป็นเจ้าภาพในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาด้วย เพื่อต้องการที่จะช่วยให้ทีมชาติเกาหลีใต้คว้าเหรียญทองให้ได้ เพื่อที่จะได้รับการยกเว้นการเป็นทหาร เหมือนอย่างรุ่นพี่ซุเปอร์สตาร์ทีมชาติเกาหลีใต้คนอื่นๆ ทำได้ อย่างเช่นพัค จีซอง อดีตกองกลางของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดทำได้ ที่พาทีมชติเกาหลีใต้ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลก 2002 ได้สำเร็จ หรืออย่างกู จาโชล กองหน้ากัปตันทีมชาติเกาหลีใต้ที่พาทีมชาติคว้าเหรียญทองแดงในกีฬาโอลิมปิก 2012 ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษได้ ทำให้ได้รับการยกเว้นกันทั้งชุด

การแข่งขันฟุตบอลเอเชี่ยน เกมส์ที่อินโดนีเซีย ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีมากๆ ที่จะทำให้ซน ฮองมินรอดพ้นจากการเป็นทหารได้ เนื่องจากคู่แข่งสำคัญอย่างทีมชาติออสเตรเลียก็ไม่ได้ส่งทีมเข้าแข่งขันในรายการนี้ ส่วนทีมชาติญี่ปุ่นก็ไม่มีนักเตะโควต้าอายุเกินมาร่วมทีม แถมทีมชุดนี้ยังแบกอายุด้วย เนื่องจากเป็นนักเตะรุ่นยู 20 ปีเสียด้วยซ้ำ ส่วนเกาหลีใต้นั้นจัดเต็มสุดๆ และสุดท้ายก็ทำให้พวกเขาคว้าเหรียญทองมาครองได้สำเร็จ ด้วยการเอาชนะทีมชาติญี่ปุ่นได้ในนัดชิงชนะเลิศ 2-1 ซึ่งหากใครได้ติดตามทีมชาติเกาหลีใต้เล่นจะเห็นได้ชัดว่าพวกเขาเหนือกว่าทีมอื่นๆ มาก แต่นักเตะที่โดดเด่นที่สุดในทีมชุดนี้กลับไม่ใช่ดาวเตะจากพรีเมียร์ลีกแต่อย่างใด แต่กลับเป็นอี ซึงอู ดาวเตะจากทีมคิเอโว่ ที่เคยเป็นเด็กในศูนย์ฝึกลา มาเซียอันเรื่องชื่อของบาร์เซโลน่ามาแล้วนั่นเอง ส่วนอีกคนก็คือฮวัง อุยโจ ที่เป็นดาวซัลโวของทัวร์นาเม้นต์ด้วย โดยทำได้ถึง 9 ประตูเลยทีเดียว ส่วนซน ฮองมิน นั้นหันมาเล่นเป็นตัวสนับสนุนของ 2 รายนี้มากกว่า ซึ่งก็ได้ผลดีทีเดียว

 

“เรือดำน้ำ” ที่กำลังอัปปาง

    บีญาร์เรอัล ทีมในศึกลา ลีก้าสเปน ถือว่าทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมทีเดียวเมื่อฤดูกาลที่แล้ว โดยทีม “เรือดำน้ำสีเหลือง” สามารถจบอันดับที่ 5 ของศึกลา ลีก้าสเปนได้ด้วยคะแนน 61 คะแนน แต่ก็ยังมีคะแนนตามหลังบาเลนเซียที่ได้ไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกอยู่ถึง 12 คะแนนเลยทีเดียว โดยมีฆาเบียร์ กาเญฆ่า กุนซือหนุ่มวัย 40 ปีคุมทีมอยู่ในเวลานี้ ซึ่งเขามารับงานต่อจากฟราน เอสคริบ้าที่ทำทีมได้เพียงไม่กี่นัดเท่านั้นเมื่อฤดูกาลที่แล้ว โดยกาเญฆ่าเข้ามาทำผลงานได้ดีทีเดียวเมื่อฤดูกาลที่แล้ว โดยก่อนหน้านี้เขาเคยเป็นกุนซือของบีญาร์เรอัลชุดเบอยู่นั่นเอง ก่อนที่จะถูกดันขึ้นมานั่งแท่นกุนซือชุดใหญ่เมื่อปีก่อน

แต่ฤดูกาล 2018-2019 นี้ดูเหมือนว่ากุนซือหนุ่มประสบการณ์น้อยจะต้องประสบปัญหาตั้งแต่ต้นฤดูกาลเลยทีเดียว เมื่อเปิดฤดูกาลมาแล้วถึง 3 นัดแต่พวกเขาไม่สามารถเก็บชัยชนะได้แม้แต่เพียงนัดเดียว และเป็นการแพ้ในบ้านไปแล้วถึง 2 นัดติดต่อกัน ส่วนอีกนัดคือการบุกไปยันเสมอเซบีญ่าได้ 0-0 ซึ่งรูปเกมวันนั้นพวกเขาน่าจะเป็นฝ่ายแพ้เสียด้วยซ้ำ ทำให้สถานการณ์ของฆาเบียร์ กาเญฆ่าในตอนนี้นั้นไม่สู้ดีนัก โดยในนัดที่ 3 ที่เขาเปิดรังเอสตาดิโอ เด ลา เซรามิก้าพ่ายแพ้ให้กับคิโรน่าไป 0-1 ทำให้บีญาร์เรอัล ต้องลงไปจมอยู่ในท้ายตารางการแข่งขันเลยทีเดียว เนื่องจากเก็บได้เพียงแค่คะแนนเดียวเท่านั้นจากการเสมอเซบีญ่า 0-0 ส่วนนัดแรกของฤดูกาลพวกเขาก็พ่ายคาบ้านให้กับเรอัล โซเซียดาดมาแล้ว 1-2

ปัญหาในช่วงต้นฤดูกาลอาจจะเกิดมาจากการที่พวกเขามีการปรับเปลี่ยนตัวผู้เล่นเยอะมากทีเดียวในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา เมื่อบีญาร์เรอัลต้องเสียผู้เล่นตัวหลักออกจากทีมไปหลายคนเลยทีเดียว ทั้งโรดรี้ กองกลางตัวตัดเกมดาวรุ่งที่ถูกแอตเลติโก มาดริดดึงตัวไปร่วมทีม รวมถึงโรแบร์โต้ โซเรียโน่ กองกลางวัย 27 ปีก็ถูกปล่อยให้กับโตริโน่ ทีมในศึกกัลโช่ เซเรีย ยืมตัวไปใช้งาน 1 ฤดูกาล รวมถึงเดนิส เชริเชฟ ปีกทีมชาติรัสเซียที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในศึกฟุตบอลโลกเมื่อกลางปีที่ผ่านมา ที่ก็ปล่อยไปให้กับบาเลนเซียยืมตัวไปใช้งานอีก ทำให้ทีมชุดหลักเมื่อฤดูกาลที่แล้วหายไปหลายคนทีเดียว ถึงแม้ว่าจะมีการซื้อนักเตะเข้ามาทดแทนก็ตาม แต่การเล่นนั้นยังไม่ลงตัว ทำให้ผลงานออกมาอย่างที่เห็น ที่เหมือนว่า “เรือดำน้ำสีเหลือง” กำลังจะอัปปางในเร็วๆ นี้แล้ว หากไม่มีการเปลี่ยนแปลง